ธนาคารน้ำใต้ดินแบบพอเพียง: รูปแบบและกระบวนการบริหารจัดการน้ำของวัดและชุมชน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
แผนงานวิจัยเรื่อง “ธนาคารน้ำใต้ดินแบบพอเพียง : รูปแบบและกระบวนการบริหารจัดการน้ำของวัดและชุมชน” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบและกระบวนการบริหารจัดการน้ำตามแนวธนาคารน้ำใต้ดินแบบพอเพียง 2) พัฒนาการบริหารจัดการน้ำตามแนวธนาคารน้ำใต้ดินแบบพอเพียงของวัดและชุมชน และ 3) พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ธนาคารน้ำใต้ดินแบบพอเพียงกับการบริหารจัดการน้ำต้นแบบ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ผลประกอบฐานข้อมูลจากภาพถ่ายกิจกรรมและการพรรณนาความประกอบการบรรยายถึงข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับรูปแบบและกระบวนการบริหารจัดการน้ำของวัดและชุมชนตามแนวธนาคารน้ำใต้ดินแบบพอเพียง ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบและกระบวนการบริหารจัดการน้ำตามแนวธนาคารน้ำใต้ดินแบบพอเพียงของวัด ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการจัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง น้ำเน่าเสียจากการซักล้าง และแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยส่วนใหญ่จะประยุกต์ใช้หลักการธนาคารน้ำใต้ดินทั้ง 2 ระบบ คือ ระบบปิดจะมีการจัดทำทั้งแบบหลุมขนมครกในครัวเรือนและแบบรางไร้ท่อ และระบบเปิดจะจัดทำในลักษณะของลำเหมือง ลำคลอง และสระหรือบ่อน้ำที่มีการขุดสะดือที่มีความลึกถึงชั้นหินอุ้มน้ำ โดยใช้วัสดุ อุปกรณ์ แรงงานในครัวเรือนและชุมชน และบางส่วนได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ 2. การขับเคลื่อนพัฒนาการบริหารจัดการน้ำตามแนวธนาคารน้ำใต้ดินแบบพอเพียงของวัดและชุมชน ได้มีการสร้างความตระหนักรู้และการลงมือฝึกปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดทักษะในพื้นที่ 2 ตำบลต้นแบบ คือ ตำบลหนองนมวัว อำเภอลาดยาว และตำบลหัวถนน อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคีเครือข่ายได้มีส่วนร่วมผ่านกระบวนการ 1) การค้นหาปัญหา 2) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหา 3) การผนึกกำลังแกนนำชุมชนที่มีจิตอาสา 4) การร่วมกันลงมือทำ และสุดท้าย 5) การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทั้งนี้เพื่อขยายฐานความรู้ไปสู่เด็กและเยาวชนให้มีการสืบสาน พัฒนา และต่อยอด 3. การพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ธนาคารน้ำใต้ดินแบบพอเพียงต้นแบบ มีการจัดทำฐานการเรียนรู้ในอาคารและฐานการเรียนรู้กลางแจ้งจำนวน 9 ฐาน พร้อมกับมีการจัดทำหลักสูตรระยะสั้นเพื่อจัดฝึกอบรมให้ความรู้และทักษะให้กับผู้ที่สนใจจำนวน 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรระยะสั้น 8 ชั่วโมง 16 ชั่วโมง และ 24 ชั่วโมง และมีการทดลองจัดฝึกอบรมนำร่องให้กับคณะพระสังฆาธิการ และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลประเมิน พบว่า ด้านเนื้อหาในการจัดฝึกอบรมผู้เข้ารับการฝึกอบรมเห็นว่ามีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ด้านความรู้ความเข้าใจหลังจากการฝึกอบรมผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้เพิ่มมากขึ้นในทุกมิติ และในส่วนของการบริหารจัดการฝึกอบรม ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด