ผลกระทบของการเกิดคลื่นความร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกต่อสภาพอากาศของประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
คลื่นความร้อนในทะเลเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เพิ่งค้นพบในปี ค.ศ. 2016 องค์ความรู้และข้อมูลด้านนี้ยังคงมีไม่มากนักโดยเฉพาะในอ่าวไทย การวิจัยในครั้งนี้จึงทำการพัฒนาขั้นตอนการตรวจจับเหตุการณ์คลื่นความร้อนในทะเลอ่าวไทยและอันดามันจากคำนิยามของ Hobday et al. (2016) โดยใช้ข้อมูลอุณหภูมิผิวน้ำทะเลรายวันที่มีความละเอียดสูง ระหว่างปี พ.ศ. 2525 ถึง พ.ศ. 2564 (40 ปี) ผลการทดสอบใช้ค่าเกณฑ์จำแนกคลื่นความร้อน (threshold) พบว่า ค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 เป็นค่าที่เหมาะสมมากที่สุด สามารถตรวจจับเหตุการณ์คลื่นความร้อนในทะเลได้ 744 เหตุการณ์ ทะเลอ่าวไทยเกิดคลื่นความร้อนเฉลี่ย 94.06 เหตุการณ์ต่อปี หรือ 29.67 วันต่อปี โดยมีค่าความเข้มเฉลี่ย 0.99 และความเข้มสะสม 10.21 องศาเซลเซียส ในขณะที่ทะเลอันดามันเกิดคลื่นความร้อนเฉลี่ย 102.15 เหตุการณ์ต่อปี หรือ 28.98 วันต่อปี ความเข้มเฉลี่ย 0.98 และความเข้มสะสม 9.66 องศาเซลเซียส แสดงให้เห็นว่าคลื่นความร้อนในอ่าวไทยความเข้มไม่สูง แต่มีความยาวนานของเหตุการณ์มากกว่า ในขณะที่ฝั่งอันดามันปรากฏคลื่นความร้อนที่มีความเข้มสูงกว่า แต่มีความยาวนานน้อยกว่า การศึกษาครั้งนี้จึงได้พัฒนาดัชนีที่รวมความยาวนานและความเข้มเข้าด้วยกันเพื่อใช้บ่งชี้ความรุนแรงของเหตุการณ์คลื่นความร้อนในทะเลได้ครอบคลุมมากกว่า คือ ดัชนี Marine heatwave duration intensity (MHWDI) ซึ่งดัชนีบ่งชี้ว่าคลื่นความร้อนในทะเลมีแนวโน้มการเกิดถี่ขึ้น ความยาวนานเพิ่มมากขึ้น และมีความเข้มที่สูงขึ้น เมื่อสกัดรูปแบบการปรากฏของเหตุการณ์ในแต่ละฤดูกาลด้วยวิธี Empirical Orthogonal Function (EOF) พบว่า มีรูปแบบทั้งหมด 8 รูปแบบ โดยมี 3 รูปแบบหลักที่ปรากฏรวมแล้วคิดเป็นร้อยละ 60-70 ของเหตุการณ์ทั้งหมด คือ EOF1: Wide—basin, EOF2: Left-right dipole และ EOF3: North-south dipole โดยรูปแบบ EOF1: Wide—basin ทั้งอ่าวถูกปกคลุมไปด้วยน้ำทะเลร้อนพบในทุกฤดูกาล เกิดจากกลไกลการเกิดจากเหตุการณ์ระยะไกล (teleconnection) และ การหมุนเวียนอากาศมหภาค (macro circulation) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศอย่างมีนัยสำคัญ (r=0.6 – 1.0) โดยเมื่อเกิดในฤดูหนาว ลมจะเปลี่ยนทิศพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ทำให้อุณหภูมิในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นและมีฝนตกเพิ่มขึ้น ในขณะที่เกิดในฤดูร้อนและฤดูฝนจะมีความกดอากาศสูงกว่าปกติปกคลุมทั้งภูมิภาค ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นและปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงทั่วประเทศ ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีแนวโน้มปริมาณฝนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนคลื่นความร้อนในทะเลรูปแบบ EOF2 และ EOF3 พบว่ามีผลกระทบต่อสภาพอากาศที่หลากหลาย แต่เนื่องจากค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ต่ำ มีค่าระหว่าง 0.1 - 0.4 ซึ่งถือว่าไม่มีนัยสำคัญ แต่ผลการศึกษาในโครงการนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการศึกษาเพิ่มเติมต่อยอดในอนาคตได้