ความสัมพันธ์ระหว่างระดับสารสื่อประสาทหลักในก้านสมองโมโนเอมีนและอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ในปัจจุบันโรคพาร์กินสัน (Parkinson’ s disease) เป็นโรคที่มีความสำคัญอย่างมากทางคลินิก โรคพาร์กินสันเกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป พบมากเป็นอันดับสองในกลุ่มผู้สูงอายุ พยาธิสรีรวิทยาของโรคหลักๆ แล้วมีความเกี่ยวข้องกับการเสื่อมของกลุ่มเซลล์ประสาทโดปามีนในสมองส่วนกลาง และการสะสมของโปรตีนเลวี่บอดี (Lewy bodies) ที่หลายตำแหน่งของสมอง โรคพาร์กินสันถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มโรคที่มีความผิดปกติของการเคลื่อนไหว (movement disorder) เนื่องมาจากผู้ป่วยโรคนี้จะมีปัญหาด้านเคลื่อนไหวเป็นอาการหลักทางคลินิก ซึ่งมีลักษณะพิเศษเฉพาะ ได้แก่ อาการสั่นของร่างกายในขณะพัก เคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ส่งผลให้เกิดการทรงตัวที่ไม่ดีตามมา อย่างไรก็ตามการศึกษาวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่านอกจากความผิดปกติทางการเคลื่อนไหวแล้ว ผู้ป่วยพาร์กินสันส่วนใหญ่ยังคงมีอาการนอกเหนือจากการเคลื่อนไหว (non-motor symptoms) อื่นๆ อีกมาก โดยอาการเหล่านี้พบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของโรค กลุ่มอาการนอกเหนือจากการเคลื่อนไหวที่พบได้บ่อย ยกตัวอย่างเช่น ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ ปัญหาด้านการนอนหลับ ความอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจ และอาการประสาทจิตเวช งานวิจัยในอดีตที่ทำการศึกษาในเนื้อเยื่อสมองของมนุษย์หลังจากเสียชีวิต การศึกษาด้วยภาพรังสีต่างๆ และการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าผู้ที่เป็นโรคพาร์กินสันนั้นจะมีความผิดปกติของระบบสารสื่อประสาทในสมองด้วยกันหลายระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสื่อประสาทในกลุ่มโมโนเอมีน ได้แก่ โดปามีน นอร์อีพิเนฟริน และซีโรโทนิน อย่างไรก็ตามการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทกลุ่มนี้ในของเหลวในร่างกายที่ไหลเวียนอยู่นอกสมองส่วนกลาง เช่น เลือด น้ำลาย และปัสสาวะ ของผู้ป่วยที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการนอกเหนือจากการเคลื่อนไหวหรือไม่ นอกจากนี้งานวิจัยจำนวนมากพบว่าผู้ป่วยพาร์กินสันโดยเฉพาะในระยะท้ายของโรค (advance stage) มักมีปัญหาเกี่ยวกับความผันแปรของอาการทางการเคลื่อนไหวและอาการนอกเหนือจากการเคลื่อนไหว (motor and non-motor fluctuations)ซึ่งเชื่อว่ามาจากการตอบสนองต่อยาอย่างไม่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามลักษณะการผันแปรของสารสื่อประสาทกลุ่มโมโนเอมีนซึ่งน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการผันแปรของอาการนอกเหนือจากการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยพาร์กินสันช่วงที่ยาออกฤทธิ์และไม่ออกฤทธิ์ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ในส่วนแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแตกต่างของระดับสารสื่อประสาทกลุ่มโมโนเอมีน (โดปามีน นอร์อิพิเนฟริน ซีโรโทนิน) และเมตาบอไลต์ของสารสื่อประสาทกลุ่มนี้ (กรดวานิลลิลแมนดาลิก กรดโฮโมวานิลลิก กรด 5-ไฮดรอกซีอินโดลอะซิติก และ นอร์เมตาเนฟริน) ในเลือด น้ำลายและปัสสาวะของผู้ป่วยพาร์กินสันเทียบกับคนทั่วไป นอกจากนี้ยังทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับสารสื่อประสาทกับการเกิดอาการนอกเหนือจากการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยพาร์กินสันอีกด้วย งานวิจัยในส่วนที่สองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการผันแปรของระดับสารสื่อประสาทกลุ่มโมโรเอมีนในเลือดในช่วงที่ยารักษาพาร์กินสัน (levodopa) ออกฤทธิ์และไม่ออกฤทธิ์ในผู้ป่วยพาร์กินสันระยะท้าย การศึกษาในส่วนที่ 1 จะทำการสุ่มผู้ป่วยพาร์กินสันและกลุ่มคนทั่วไป กลุ่มละ 40 คน โดยผู้ป่วยพาร์กินสันจะรับสมัครจากศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมดจะได้รับการประเมินอาการนอกเหนื่อจากการเคลื่อนไหวด้วยแบบสอบถามมาตรฐาน จากนั้นจะทำการเก็บตัวอย่างเลือด น้ำลาย และปัสสาวะเพื่อตรวจวัดปริมาณสารสื่อประสาทด้วยเครื่องวิเคราะห์แยกสารด้วยของเหลวแรงดันสูง ความแตกต่างของสารสื่อประสาทของทั้งสองกลุ่มและความสัมพันธ์กับอาการนอกเหนือจากการเคลื่อนไหวจะถูกนำมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ การศึกษาส่วนที่ 2 จะทำการตรวจวัดและเปรียบเทียบระดับสารสื่อประสาทกลุ่มโมโนเอมีนในเลือด จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ 5 นาทีก่อนได้รับยาได้รับยา levodopa (ช่วงยาไม่ออกฤทธิ์) และ 45 และ 120 นาทีหลังได้รับยา levodopa (ช่วงยาออกฤทธิ์) ความรู้และข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้จะช่วยให้สามารถอธิบายถึงลักษณะการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทกลุ่มโมโนเอมีนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถนำความรู้ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการช่วยวางแผนการรักษาให้กับผู้ป่วยแต่ละบุคคลได้อย่างเหมาะสม เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถนำความรู้ที่ได้รับเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างระดับสารสื่อประสาทกับอาการนอกเหนือจากการเคลื่อนไหวไปประยุกต์ใช้เป็นดัชนีชี้วัดทางชีวภาพ (biomarker) เพื่อคาดคะเนโอกาสเกิดอาการนอกเหนือจากการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยพาร์กินสันได้ในอนาคต