โครงการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการการประยุกต์ใช้แนวคิดการเติบโตอย่างชาญฉลาด (Smart Growth) และความเป็นผู้นำในการออกแบบด้านพลังงานและการรักษาสภาวะแวดล้อมระดับย่าน (LEED-ND) ในการพัฒนาเมืองและพัฒนาที่อยู่อาศัย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การพัฒนาประเทศทำให้เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคม แต่ก็ส่งผลให้สภาพด้านกายภาพของเมืองเติบโตแบบไร้ทิศทาง โดยเนื้อเมืองได้กระจายรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ธรรมชาติ ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไปเป็นจำนวนมาก ผลที่ตามมาคือการขาดแคลนพื้นที่ผลิตอาหารและพื้นที่สีเขียวที่ผลิตอากาศบริสุทธิ์ใกล้เมือง น้ำท่วม การจราจรติดขัดเพราะขาดแคลนระบบขนส่งมวลชน แหล่งงาน และแหล่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้ประชาชนต้องพึ่งพาพาหนะส่วนตัว ที่ก่อให้เกิดควันพิษมากมาย สิ่งเหล่านี้ยังเป็นปัจจัยของการเกิดปัญหาโลกร้อน วิกฤตด้านพลังงานและสภาพแวดล้อมอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโลกที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ปัญหาสำคัญส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดการกระจัดกระจายและการเติบโตที่ไร้ทิศทาง ได้แก่ กฎหมายและระบบการวางผังที่ได้แยกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินออกเป็นส่วน ๆ ไม่ใช้ที่ดินแบบผสมผสานและไม่มีมาตรการคุมพื้นที่ผลิตอาหารและพื้นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น จึงควรใช้แนวคิดทางด้านการวางผังและการออกแบบกายภาพชุมชนเมืองที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมากที่สุดในปัจจุบัน 2 แนวคิดมาประยุกต์ในการแก้ปัญหา ได้แก่ เกณฑ์การเติบโตอย่างชาญฉลาด (Smart Growth) และเกณฑ์ความเป็นผู้นำการออกแบบด้านพลังงานและสภาพแวดล้อมระดับย่าน (Leadership in Energy and Environmental Design for Neighborhood Development หรือ LEED-ND) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุที่แนวคิดทั้งสองได้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง มีการศึกษาวิจัยสนับสนุนในระดับของแนวคิดและวิธีปฏิบัติ เพื่อประยุกต์ใช้เป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง ทั้งนี้พบว่ามีหลายประเทศได้นำแนวคิดไปศึกษาวิจัยต่อยอดเพื่อก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ดังเช่น ประเทศแคนาดา และสิงคโปร์ การเคหะแห่งชาติจึงกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาโครงการทั้งในด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการ กรณีการพัฒนาโครงการตามเกณฑ์ Smart Growth และ LEED-ND 2. เพื่อจัดทำผังแม่บทการพัฒนาโครงการโดยประยุกต์ใช้เกณฑ์ Smart Growth และ LEED-ND 3. เพื่อเสนอแนะนโยบาย กลไก เครื่องมือ และความคุ้มค่าในการพัฒนาชุมชนตามเกณฑ์ Smart Growth และ LEED-ND คณะผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิดการพัฒนาพื้นที่โครงการให้เป็น “โครงการต้นแบบเมืองเขียวที่ ชาญฉลาด (a prototype of Green Smart City)” โดยใช้เกณฑ์Smart Growth และ LEED ND ในการวางผังทางกายภาพให้เกิดรูปทรงเมืองที่มีความกระชับ หนาแน่น การใช้ที่ดินแบบผสมผสานที่มีความสมดุลระหว่างกิจกรรมพาณิชยกรรม ที่อยู่อาศัย กิจกรรมนันทนาการ พื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะ และที่โล่ง การสัญจรเชื่อมต่อภายในโครงการด้วยทางเดิน และการเชื่อมต่อกับภายนอกโครงการด้วยระบบขนส่งมวลชน ภายใต้สมมุติฐานว่า “ผังและแผนแม่บทการพัฒนาเมืองบนที่ดินของการเคหะแห่งชาติแปลงนี้จะมีลักษณะที่เป็นต้นแบบเมืองใหม่ เมืองเขียวที่ชาญฉลาด โดยการเคหะแห่งชาติ” การเคหะแห่งชาติได้กำหนดให้ใช้ที่ดินขนาด 821.68 ไร่ ของการเคหะแห่งชาติตั้งอยู่ริมถนนลำลูกกา ต.ลำไทร อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เป็นพื้นที่ศึกษา โดยพื้นที่ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมทิ้งร้าง แต่มีการทำถนนคอนกรีตเข้าไปถึงกลางพื้นที่ซึ่งเป็นที่ให้เช่าจัดตั้งสถานีตำรวจ สำนักงานเทศบาลตำบลลำไทร และโรงเรียนประถม คณะผู้วิจัยได้ศึกษาตัวที่ตั้งโครงการและบริเวณโดยรอบในระยะรัศมี 30 กิโลเมตรจากที่ตั้งโครงการ ด้วยวิธีการสำรวจภาคสนาม การแจกแบบสอบถามแก่ประชาชนจำนวน 400 ชุด และการศึกษาเอกสาร นอกจากนั้น ยังได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในลักษณะการปฏิบัติการร่วมลงมือทำ (hand-on public workshop) จำนวน 3 ครั้ง ซึ่งมีตัวแทนประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น รวมถึงบริษัทเอกชนและนักวิชาการเข้าร่วมงานในแต่ละครั้งประมาณ 50 คน ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่บริเวณลำลูกกามีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางพาณิชยกรรมผสมผสานที่อยู่อาศัย และศูนย์รวมการเดินทางที่ชาญฉลาด ซึ่งจะสามารถช่วยยับยั้งการเติบโตอย่างกระจัดกระจายของเมืองจากพื้นที่ชั้นใน ในลักษณะที่ไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณและระยะเวลาการเติบโตได้แน่ชัด เพราะภาครัฐสามารถมีเครื่องมือบังคับห้ามการก่อสร้างในพื้นที่ที่ควรอนุรักษ์และแรงจูงใจให้ลงทุนในพื้นที่ที่มีขอบเขตการพัฒนาชัดเจน จากข้อค้นพบที่สำคัญดังนี้ 1. พื้นที่ศึกษาเป็นที่ตั้งของหน่วยบริการพื้นฐานสำคัญที่รัฐฯ ได้ลงทุนก่อสร้างไว้แล้ว โดยพื้นที่นี้มีแนวโน้มในการพัฒนาเป็นย่านที่อยู่อาศัยของอำเภอลำลูกกาและที่อยู่อาศัยชานเมืองด้านทิศเหนือของกรุงเทพมหานครในอนาคต องค์ประกอบด้านกายภาพดังกล่าวมีความสอดคล้องกับเกณฑ์ Smart Growth 2. เส้นทางถนนลำลูกกามีศักยภาพเป็นระเบียงเศรษฐกิจประชาคมอาเซียน (AEC) ทั้งแนวตะวันออก-ตะวันตก และเหนือ-ใต้ โดยมีสนามบินนานาชาติดอนเมืองและ motorway เป็นปัจจัยส่งเสริมด้านคมนาคมที่สำคัญ 3. พื้นที่ใกล้เคียงเป็นพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม แต่ยังขาดแคลนพื้นที่สำนักงาน สิ่งอำนวยความสะดวก สถาบันระดับอุดมศึกษา และระบบขนส่งมวลชน ประชาชนส่วนใหญ่อาศัยในหมู่บ้านจัดสรรและใช้พาหนะส่วนตัวในการเดินทาง จึงต้องการย้ายเข้ามาอยู่อาศัยและ/ หรือทำงานในโครงการเมืองเขียวที่ชาญฉลาด โดยยอมเปลี่ยนแปลงมาอยู่อาศัยในหน่วยพักอาศัยแบบอาคารชุดและการจ่ายเงินเพิ่มประมาณร้อยละ 5 เพื่อแลกกับที่อยู่อาศัยที่ประหยัดพลังงาน สามารถเดินถึงทุกสถานที่ทั้งแหล่งงาน ร้านค้า และสถานที่พักผ่อน รวมทั้งศูนย์การเดินทางที่ชาญฉลาด 4. ความคุ้มค่าของโครงการจะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมต่อสู่เมืองชั้นใน ความหนาแน่นของประชากร สิ่งดึงดูดและกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน การแบ่งระยะเวลาลงทุน การป้องกันน้ำท่วม และความร่วมมือ 5. การวางผังทางกายภาพสามารถทำให้เกิดรูปทรงเมืองที่มีความกระชับ หนาแน่น การใช้ที่ดินแบบผสมผสานที่มีความสมดุลระหว่างกิจกรรมพาณิชยกรรม ที่อยู่อาศัยหลายระดับราคา กิจกรรมนันทนาการ พื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะ และที่โล่ง การสัญจรเชื่อมต่อภายในโครงการด้วยทางเดิน ทางจักรยาน และการเชื่อมต่อกับภายนอกโครงการด้วยระบบขนส่งมวลชน โดยมีโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและอาคารเขียวเป็นหลักในการออกแบบกายภาพ และมีพื้นที่มหาวิทยาลัยเป็นสิ่งดึงดูดหลักให้เกิดการลงทุน สนองต่อการบริการจำนวนประชากรประมาณ 160,000 คน ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงเสนอแนะให้โครงการฯ แบ่งระยะการลงทุนเป็น 5 ระยะ ระยะที่ 1 เวลา 3 ปีเพื่อจัดตั้งองค์กรบริหารโครงการ ปรับปรุงกฎระเบียบ รวมทั้งมาตรการบังคับและจูงใจต่าง ๆ จากนั้นจึงดำเนินการในระยะที่ 2 ถึง 5 ช่วงเวลาละ 6 ปี เพื่อออกแบบ ก่อสร้างสาธารณูปโภค และอาคารที่ผสมผสานการใช้ประโยชน์ ในพื้นที่ของโครงการซึ่งแบ่งเป็น 4 ส่วนสำหรับการดำเนินการในแต่ละระยะ โดยให้เริ่มงานออกแบบไปพร้อมกับกิจกรรมในช่วงปีสุดท้ายของระยะก่อนหน้า ทั้งนี้ ควรเริ่มดำเนินการในพื้นที่ส่วนที่ 1 และ 3 ควบคู่กัน หากมีความพร้อม ซึ่งการเคหะแห่งชาติควรร่วมลงทุนกับเอกชน ทำโครงการเพื่อจำหน่าย เพราะจะได้ชี้นำและจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแนวคิดการเติบโตอย่างชาญฉลาด อีกทั้งได้ผลตอบแทนและความยืดหยุ่นในการดำเนินการสูงกว่า โดยเลือกลงทุนในส่วนที่จำเป็นและสอดคล้องกับนโยบายขององค์กร เนื่องจากโครงการฯ ในลักษณะเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย ซึ่งความสำเร็จจะต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายและระเบียบทางราชการ รวมทั้งการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ จำนวนมาก หน่วยงานของรัฐจึงเป็นฝ่ายแรกที่ต้องมีความชัดเจนในการสนับสนุนผลักดันให้โครงการลักษณะนี้เกิดขึ้นจริง ยิ่งดำเนินการได้รวดเร็วเท่าไร โอกาสของความสำเร็จก็จะมีมากขึ้น และเป็นรากฐานให้โครงการอื่น ๆ ต่อไป ผลที่ได้ไม่เพียงแต่จะเป็นชื่อเสียง และผลประโยชน์เชิงนโยบายกับเชิงเศรษฐกิจของการเคหะแห่งชาติ แต่ยังเป็นความผาสุกของประชาชน สังคม และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย