สัณฐานวิทยา การกระจายพันธุ์ และนิเวศสรีรวิทยาของพืชสกุล Mitragyna (Rubiaceae) ในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยาของพืชสกุล Mitragyna ในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อการเพื่อการระบุชนิด รวมทั้งศึกษาและรวบรวมข้อมูลการกระจายพันธุ์และนิเวศวิทยา และเป็นงานเริ่มต้นของโครงการย่อยอื่น ๆ ที่ต้องการได้ตัวอย่างพืชเพื่อนำมาศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของแต่ละพื้นที่ นิเวศสรีรวิทยาที่มีส่วนสำคัญที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสารสกัดซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของการศึกษาครั้งนี้ที่ต้องการทราบสารสกัดที่พบในพืชสกุลกระท่อมทั้ง 4 ชนิด อีกทั้งการศึกษานี้ยังเป็นงานวิจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการศึกษาวิจัยในสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อต่อยอดนำตัวอย่างพืชที่สำรวจพบไปทำงานวิจัย โดยทำการสำรวจพันธุ์ไม้ทั่วภูมิภาคของประเทศไทย ในเขตภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้และภาคเหนือ พบพืชสกุลกระท่อมจำนวน 63 ต้นนั้นแบ่งออกเป็นกระท่อม (M. speciosa) จำนวน 19 ต้น กระทุ่มนา (M. diversifolia) จำนวน 19 ต้น กระทุ่มเนิน (M. rotundifolia) จำนวน 12 ต้น และกระทุ่มโคก (M. hirsuta) จำนวน 13 ต้น โดยความแตกต่างของพันธุ์ไม้ในสกุลนี้พบว่ากระทุ่มนามีขนาดใบเล็กที่สุด และเส้นแขนงใบมีความถี่และมีมุมแหลม ในขณะที่กระทุ่มเนินและกระทุ่มโคกมีลักษณะภายนอกที่มีใบขนาดใหญ่ มุมของเส้นใบป้านกว่ากระทุ่มนา แต่ความแตกต่างระหว่างกระทุ่มเนินและกระทุ่มโคก คือ รอยหยักของกลีบเลี้ยง ซึ่งกระทุ่มโคกมีรอยหยักที่ตื้นกว่าเพียงเท่านั้นที่ใช้ในการจำแนกได้ สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันส่งผลให้ค่าทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการเติบโต ซึ่งจะส่งผลต่อสารสำคัญที่แตกต่างกันไปด้วย โดยพบว่าทั้งสภาพอากาศเช่น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และสภาพดิน เช่นความหนาแน่นดิน ส่งผลให้พบการกระจายของพืชแตกต่างกันไป โดยกระทุ่มนา และกระท่อมจะพบบริเวณที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่มากนัก และพบบริเวณที่มีปริมาณแสงและน้ำในดินสูง ในขณะที่กระทุ่มเนิน และกระทุ่มโคกจะพบบริเวณที่มีปริมาณน้ำฝนสูง และมีธาตุอาหารหลักในดินสูงเช่นกัน ซึ่งการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่ต่างกันนี้ ส่งผลต่อการพบปริมาณสาระสำคัญในพืชแต่ละต้นแตกต่างกันไปด้วย