การวิเคราะห์พื้นที่ในการเพาะเลี้ยงหอยนางรมด้วยการใช้ระบาดวิทยาเชิงพื้นที่และการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอาหารทะเลเป็นลำดับต้น ๆ ของโลกและมีพื้นที่ในการเพาะเลี้ยงหอยนางรมหลายแห่ง การพัฒนาความปลอดภัยของอาหารทะเลจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการแข่งขันกับตลาดต่างประเทศ การศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์หาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการเพาะเลี้ยงหอยนางรมในประเทศไทย โดยเลือกจังหวัดที่มีศักยภาพในการทำประมงชายฝั่ง และมีผลผลิตหอยนางรมสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของประเทศ ตัวอย่างน้ำทั้งหมด 363 ตัวอย่าง เก็บตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี (n=60) จันทบุรี (n=60) ตราด (n=60) เพชรบุรี (n=60) ชลบุรี (n=63) และพังงา (n=60) เพื่อนำมาตรวจวัดคุณภาพน้ำและการปนเปื้อนจุลินทรีย์ จากการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ พบว่าค่าความเป็นกรดด่างและปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ อยู่ในค่ามาตรฐานของคุณภาพน้ำทะเล ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ส่วนอุณหภูมิของแต่ละจังหวัดมีความแตกต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ พังงาและตราดเป็นจังหวัดที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด ชลบุรีและเพชรบุรี มีอุณหภูมิต่ำสุด โดยจังหวัดตราดมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสูงสุด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมีผลต่อการเจริญเติบโตของหอยนางรม และการสะสมของแพลงก์ตอนในน้ำ ความชุกของการปนเปื้อนของ total coliforms (96.7%), fecal coliforms (60.6%) และ Escherichia coli (22.9%) ตามลำดับ ชลบุรีเป็นจังหวัดที่มีปริมาณการปนเปื้อน total coliforms, fecal coliforms และ E. coli มากที่สุด (p < 0.0001) ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ การปนเปื้อน total และ fecal coliforms ไม่ควรเกิน 1,000 CFU/ 100 ml และ 70 CFU/ 100 ml ตามลำดับ การศึกษานี้พบตัวอย่างน้ำที่พบการปนเปื้อนของ total coliforms 75.2% และ fecal coliform 60.6% มากกว่าที่มาตรฐานกำหนด การเพิ่มขึ้นของปริมาณ fecal coliforms จะสัมพันธ์กับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นด้วย ในช่วงฤดูฝนตรวจพบ E. coli ในน้ำมากกว่าช่วงที่ไม่มีฝน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.001) ค่าเฉลี่ยของ E. coli มีความสัมพันธ์กับปริมาณ total coliforms ปริมาณ fecal coliforms, Salmonella V. parahaemolyticus ความเร็วลม ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ ความเค็ม และความเป็นกรดด่างของน้ำที่ใช้ในการเพาะเลี้ยง (p < 0.05) การศึกษานี้พบการปนปื้อน Salmonella 2.5% ในชลบุรีและจันทบุรีเท่านั้น Salmonella serovar ที่พบมากที่สุด คือ Othmarschen (22.2%) และ Lamberhurst (14.8%) ซึ่งในประเทศไทยยังไม่เคยรายงานการพบ serovars เหล่านี้มาก่อน นอกจากนั้นการตรวจพบ Salmonella Paratyphi B จากจังหวัดชลบุรี อาจจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดโรคอาหารเป็นพิษได้ พบการปนเปื้อนของ V. parahaemolyticus 75% ในตัวอย่างน้ำ ระดับการปนเปื้อน V. parahaemolyticus เฉลี่ยคือ 372.0 (?1,298.8) MPN/ml จังหวัดที่พบ V. parahaemolyticus มากที่สุด คือพังงา รองลงมาคือตราด ส่วนการปนเปื้อนของ V. cholerae พบ 11.3% โดยสรุปจะเห็นได้ว่าคุณภาพน้ำทางด้านกายภาพของแต่ละจังหวัดมีความเหมาะสมในการเพาะเลี้ยงหอยนางรม แต่ในด้านปัจจัยการปนเปื้อนของเชื้อต้องมีการปรับปรุงแตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ ดังนั้นการเฝ้าระวังและการตรวจติดตามคุณภาพน้ำทั้งทางด้านกายภาพและชีวภาพควรทำอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นการรักษาสุขลักษณะที่ดีของเกษตรกร การรณรงค์ให้คนในชุมชนช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำ จะทำให้ลดโอกาสการปนเปื้อนเชื้อในสิ่งแวดล้อมได้ นวัตกรรมที่จะใช้ในการลดเชื้อในหอยนางรมเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์จากหอยนางรม สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่มีการทำประมงชายฝั่งอย่างยั่งยืน