กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การผลิตพืชอาหารปลอดภัยเป็นการยกระดับการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าพืชมีคุณภาพได้มาตรฐาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการผลิตพืชให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดีนั้น ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งคือการจัดการปุ๋ยที่เหมาะสม แต่ประเทศไทยไม่สามารถผลิตปุ๋ยเคมีใช้เองได้ ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ อาจส่งผลต่อความมั่นคงด้านอาหารของประเทศได้ จำเป็นต้องหาแหล่งธาตุอาหารทดแทนปุ๋ยเคมี เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ โครงการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพจากจุลินทรีย์และชีวมวล และ 2. วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการธาตุอาหารโดยใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์และชีวมวลที่เหมาะสมในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชปลอดภัย การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพจากจุลินทรีย์และชีวมวล ได้ผลการศึกษาดังนี้ 1. การปลูกเชื้อสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินในอาหารเหลว BG-110 ให้มีความเข้มข้น 10 เปอร์เซ็นต์ และบ่มเชื้อไว้ในสภาพห้องปฏิบัติการที่มีความเข้มแสง 4,000 ลักซ์ อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส ทำให้สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินมีปริมาณที่มีชีวิตสูงสุด เมื่อบ่มเป็นระยะเวลา 7 วัน 2. อาหารเหลวจากน้ำปุ๋ยหมักมูลไก่เจือจาง 250 เท่า มีประสิทธิภาพเทียบเท่าอาหารเหลว BG-110 สำหรับการเลี้ยงเชื้อสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน Hapalosiphon การเลี้ยงหัวเชื้อตั้งต้นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน Hapalosiphon ในอาหารเหลวจากน้ำปุ๋ยหมักมูลไก่เจือจาง 250 เท่า ให้มีความเข้มข้น 10 เปอร์เซ็นต์ ให้อากาศอย่างต่อเนื่อง วางไว้ในที่ร่มที่มีความเข้มแสง 7,000-10,000 ลักซ์ ทำให้สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินสามารถสร้างชีวมวลได้ในปริมาณสูงสุด เมื่อบ่มเป็นระยะเวลา 7 วันในระดับห้องปฏิบัติการ และภายในระยะเวลา 45 ว้นในสภาพโรงเรือน 3. การขยายชีวมวลแหนแดง โดยใช้แม่พันธุ์แหนแดง 450 กรัมต่อตารางเมตร สามารถให้ชีวมวลแหนแดงสูงสุด ในขณะที่การขยายชีวมวลสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน พบว่า Hapalosiphon sp. DASH05101 เป็นสายพันธุ์ที่ให้ชีวมวลสูงสุด และมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูง 5.79 เปอร์เซ็นต์ และ 4. การใช้ดินเหนียวผสมสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน 0.02 เปอร์เซ็นต์ เป็นสารเชื่อม ผสมกับแหนแดงแห้งสัดส่วน 3:7 ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพแหนแดงอัดเม็ดที่มีคุณภาพดี มีการเกาะตัวและแตกตัวดี วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการธาตุอาหารโดยใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์และชีวมวลที่เหมาะสมในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชปลอดภัย ได้ผลการศึกษาดังนี้ 1. ดินในพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวาน GAP ตำบลพันลาน อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อดินเป็นดินร่วนถึงร่วนเหนียวปนทรายแป้ง ปฏิกิริยาดินมีความเป็นกรดจัดถึงกรดรุนแรงมาก มีระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินปานกลางถึงสูง ดินในพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานอินทรีย์ในตำบลเขาชะงุ้ม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียวถึงร่วนเหนียวปนทราย ปฏิกิริยาดินเป็นด่างปานกลาง มีความอุดมสมบูรณ์ระดับปานกลางถึงสูง และดินในพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานอินทรีย์ในตำบลเกาะสำโรง อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทรายถึงร่วนเหนียวปนทราย ปฏิกิริยาดินเป็นกรดปานกลางถึงด่างปานกลาง มีระดับความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง 2. ดินในพื้นที่ปลูกกระชายตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ดินมีเนื้อดินเป็นดินเหนียว ถึงร่วนเหนียวปนทราย ปฏิกิริยาดินเป็นกลางถึงด่างเล็กน้อย มีระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำถึงสูง 3. ดินในพื้นที่ปลูกกระเจี๊ยบเขียวตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม มีเนื้อดินเป็นดินเหนียว ปฏิกิริยาดินเป็นกลางถึงด่างปานกลาง มีระดับความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง ส่วนสมบัติของดินในพื้นที่ปลูกกระเจี๊ยบเขียว ตำบลสระยายโสม อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี มีเนื้อดินเป็นดินเหนียวถึงร่วนเหนียวปนทราย ปฏิกิริยาดินเป็นกลางถึงด่างปานกลาง มีระดับความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง 4. การประเมินการปลดปล่อยไนโตรเจนของแหนแดง มูลโค มูลไก่แกลบ และปุ๋ยหมัก พบว่า มูลโค มูลไก่แกลบ และปุ๋ยหมัก ปลดปล่อยไนโตรเจนได้สูงสุด 20-30 เปอร์เซ็นต์ของไนโตรเจนทั้งหมดที่เป็นองค์ประกอบ
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 8 — 8. Actual deliverable qualified through test and demonstration
เกษตรกรให้การยอมรับเทคโนโลยีการจัดการธาตุอาหารพืชร่วมกับผลิตภัณฑ์ชีวภาพจุลินทรีย์และชีวมวลในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดหวานและกระเจี๊ยบเขียวตามวิธีปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี สามารถเพิ่มปริมาณผลผลิต คุณภาพตามมาตรฐานวิธีปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี และลดต้นทุนการผลิตได้ และส่งมอบเทคโนโลยีดังกล่าวให้แก่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 ถึง เขตที่ 8 ของกรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร
กรมวิชาการเกษตรมีจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพซึ่งผ่านการคัดเลือกและทดสอบ สามารถนำมาใช้ประโยชน์เป็นแหล่งธาตุอาหารพืชและเสริมการเติบโตของพืช และมีองค์ความรู้ในด้านการจัดการธาตุอาหารพืช ด้วยระดับความพร้อมของเทคโนโลยีที่มีอยู่สามารถนำมาศึกษาประสิทธิภาพร่วมกับ ชีวมวลทางการเกษตรที่หาได้ในท้องถิ่น และ/หรือปุ๋ยเคมีให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และตามความต้องการธาตุอาหารของพืชในแต่ละระยะการเจริญเติบโต สมารถนำมาใช้ในการจัดการธาตุอาหารพืชให้เหมาะสมกับชนิดพืชและดินในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนำไปปรับใช้ในระดับแปลงทดลอง เพื่อนำไปขยายผลสู่กลุ่มเกษตรกรผู้สนใจผลิตพืชปลอดภัยตามวิธีปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี และเกษตรอินทรีย์
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 6 — 6. solution (s) demonstrated in relevant environment and in co-operation with relevant stakeholders to gain initial feedback on potential impact
กลุ่มเกษตรกรให้การยอมรับเทคโนโลยีการจัดการธาตุอาหารพืชร่วมกับการใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพจุลินทรีย์และชีวมวลในการผลิตพืชปลอดภัยตาม GAP และเกษตรอินทรีย์ที่เหมาะสมกับชนิดดินและพืชแต่ละชนิด ซึ่งเกษตรกรสามารถนำไปใช้เพิ่มศักยภาพการผลิตพืชปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน และสามารถนำเทคโนโลยีไปปรับใช้กับพื้นที่อื่นได้
เกษตรกรมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพจุลินทรีย์ในการผลิตพืชปลอดภัยมากขึ้น แต่เทคโนโลยีการใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพจุลินทรีย์สำหรับการผลิตพืชปลอดภัยที่เกษตรกรปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสม เนื่องจากเกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว ก่อให้เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหารในดิน ส่งผลกระทบต่อปริมาณธาตุอาหารในดินและการเจริญเติบโตของพืช จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาการนำทรัพยากรชีวภาพจุลินทรีย์มาใช้ประโยชน์ร่วมกับชีวมวลร่วม และปุ๋ยเคมี สำหรับการจัดการธาตุอาหารพืชในระบบการผลิตพืชปลอดภัยตาม GAP และเกษตรอินทรีย์ที่เหมาะสมกับชนิดดินและพืชแต่ละชนิด หากเกษตรกรมีเทคโนโลยีดังกล่าว จะทำให้สามารถเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต และลดต้นทุนการผลิต