การพัฒนาและออกแบบผังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและแหล่งโบราณคดี ในจังหวัดหนองคาย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๔ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษารูปแบบการออกแบบผังสิ่งแวดล้อมและแหล่งโบราณคดี (๒) เพื่อพัฒนาการออกแบบผังสิ่งแวดล้อมและแหล่งโบราณคดีในจังหวัดหนองคาย (๓) เพื่อศึกษาประโยชน์การใช้ผังสิ่งแวดล้อมและแหล่งโบราณคดีในจังหวัดหนองคาย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการวิจัย เน้นการศึกษาวิเคราะห์ทั้งในเชิงพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย มีการจัดกระบวนการวิจัยด้วยการถอดบทเรียนและการบูรณาการข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ การสังเกต และการปฏิบัติการร่วมกันในพื้นที่ศึกษาและกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้โดยใช้กระบวนการตามวงจรเดมมิง (PDCA) เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนผลการวิจัยพบว่า (๑) คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยภายใต้กรอบของการนำเอาทฤษฎีพื้นฐานของการ สำรวจแหล่งโบราณคดี ทฤษฎีการพัฒนาสังคมมนุษย์และทฤษฎีการสร้างสรรค์วัฒนธรรม นอกจากนั้นก็เป็นทฤษฎีการออกแบบผังแหล่งโบราณคดีภายใต้กรอบของการออกแบบผังที่มุ่งถึงความเป็นสัดส่วน ความสงบและการจัดวางพื้นที่ ทฤษฎีการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ และทฤษฎีการพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้ ทฤษฎีการเผยแพร่วัฒนธรรม เป็นต้น โดยทฤษฎีเหล่านี้เป็นทฤษฎีพื้นฐานที่นำมาใช้ในการดำเนินการวิจัยตามวัตถุประสงค์นั้น(๒) การลงพื้นที่สำรวจสิ่งแวดล้อมและแหล่งโบราณคดีในจังหวัดหนองคายนั้นพบว่า สามารถจัดแบ่งประเภทของแหล่งโบราณคดีที่พบได้เป็น ๔ ประเภท ก็คือ (๑) แหล่งโบราณคดีประเภทชุมชนมนุษย์ยุก่อนประวัติศาสตร์ ได้แก่ชุมชนบ้านโคกคอนซึ่งมีการขุดค้นและพบว่าชุมชนนี้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยเดียวกับยุคบ้านเชียง (๒) แหล่งโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ คือสมัยทวารวดี ได้แก่ บริเวณบ้านโคกคอน และชุมชนเมืองเวียงคุก และสมัยขอมโบราณได้แก่ชุมชนเวียงคุก ปะโค (๓) แหล่งโบราณคดีสมัยล้านช้าง ได้แก่พื้นที่อำเภอเมือง อำเภอโพนพิสัย และอำเภอท่าบ่อบางส่วน (๔) แหล่งโบราณคดีสมัยราชอาณาจักรสยาม ได้แก่พื้นที่เมืองหนองคายปัจจุบันที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ในสมัยราชอาณาจักรสยาม(๓) คณะผู้วิจัยได้อาศัยข้อมูลจากผลการลงพื้นที่สำรวจแหล่งโบราณคดีมาเป็นกรอบในการออกแบบผังแหล่งโบราณคดีโดยหลักการออกแบบผังบริเวณได้เน้นความสงบ ความเป็นสัดส่วนและความสะดวกในการเข้าถึง และเน้นการบ่งบอกเส้นทางการเข้าถึงแหล่งโบราณคดีนั้น โดยกระบวนการออกแบบนั้นเริ่มจากการสำรวจพื้นที่จริงจากนั้นได้ดำเนินการนำเอากรอบของสถานที่จริงมาออกแบบ ทำการทดสอบและนำไปใช้กับประชาชนเพื่อให้แน่ใจว่าผังบริเวณนั้นเข้าได้กับพื้นที่จริงและมีความเที่ยงตรงของพื้นที่(๔) ภายหลังจากการได้ออกแบบผังแล้วคณะผู้วิจัยได้นำเอาความรู้เรื่องผังแหล่งโบราณคดนี้มาจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้สามารถเข้าถึงประชาชนได้ ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ใน ๓ ลักษณะ ดังนี้ คือ (๑) กิจกรรมการอบรมยุวมัคคุเทศก์ โดยนำนักเรียนยุวชนภายในพื้นที่มาอบรมหลักการเป็นมัคคุเทศก์และสอนการอ่านประวัติศาสตร์รวมถึงผังบริเวณของแหล่งโบราณคดีจากนั้นได้นำยุวมัคคุเทศก์ลงพื้นที่จริง (๒) กิจกรรมการคัดลอกจารึก มีจุดมุ่งหมายเพื่อการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านจารึก และ (๓) กิจกรรมการเรียนรู้ เด็กวัดร่วมใจส่งเสริมการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดี เป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ผู้เข้าร่วมอบรมมีจิตสาธารณะและมุ่งมันที่จะอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีในชุมชนของตนเอง