พัฒนาฐานข้อมูลสำหรับการท่องเที่ยววิถีพุทธในเมืองรอง 55 จังหวัด
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลวัดท่องเที่ยวและวัดปฏิบัติธรรมในเมืองรอง 55 จังหวัด 2) เพื่อออกแบบและพัฒนาสารสนเทศเพื่อสร้างฐานข้อมูลวัดท่องเที่ยวและวัดปฏิบัติธรรมในเมืองรอง 55 จังหวัด 3) เพื่อสร้างฐานข้อมูลสำหรับส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีพุทธในเมืองรอง 55 จังหวัด การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งในเชิงเอกสาร (Documentary Research) คุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Reseach) ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ประกอบด้วย บุคลากรในแหล่งท่องเที่ยวเป้าหมาย ได้แก่ เจ้าอาวาสหรือผู้ดูแลสถานที่วัดท่องเที่ยว 55 แห่งและวัดปฏิบัติธรรม 24 แห่ง ในเมืองรอง 55 จังหวัด จำนวน 79 รูป/คน ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานในภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงวิถีพุทธในประเทศไทย 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) แบบสนทนากลุ่ม (Focus Group) ชุดปฏิบัติการวิจัย/ชุดกิจกรรม และแบบสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูล สำหรับข้อมูลที่ได้จากเอกสารนำมาวิเคราะห์โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ สนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม นํามาวิเคราะห์เชิงพรรณนา สรุปผลการวิจัยตามหลักอุปนัยวิธี ผลการศึกษาพบว่าวัดท่องเที่ยว 55 แห่งและวัดปฏิบัติธรรม 24 แห่ง ในเมืองรอง 55 จังหวัด จำนวน 79 สถานที่ จัดได้ว่าเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนานและทรงคุณค่า ภายในวัดมีศิลปกรรมที่เป็นจุดเด่นที่น่าสนใจ เช่น โบสถ์ วิหาร เจดีย์ พระพุทธรูป ศาลาการเปรียญ หอไตร เป็นต้น บางแห่งมีโบราณสถานที่เป็นสถาปัตยกรรมท้องถิ่น และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ วัดเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น สวดมนต์ ไหว้พระขอพร ทำบุญตักบาตร วันบูรพาจารย์ และการทำบุญตามประเพณีในวันสำคัญทางศาสนา นอกจากนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว เช่น วัฒนธรรมหรือประเพณีท้องถิ่นประจำปี วิถีชีวิตของชุมชนโดยรอบ ความสมบูรณ์ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการระบบนิเวศภายในและพื้นที่โดยรอบ นอกจากนี้วัดหลายแห่งจัดเป็นสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรม ซึ่งถือได้ว่าวัดในกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดนี้มีศักยภาพที่เหมาะสมในการเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยมีคุณสมบัติที่เข้ากับองค์ประกอบการท่องเที่ยว 5 ประการ คือ ความสามารถในการเข้าถึง (Accessibility) สิ่งดึงดูดใจ (Attraction) สิ่งอำนวยความสะดวก (Amenities) กิจกรรม (Activities) การให้บริการของแหล่งท่องเที่ยว (Ancillary Service) วัดท่องเที่ยว 55 แห่ง และวัดปฏิบัติธรรม 24 แห่ง ในเมืองรอง 55 จังหวัด จำนวน 79 สถานที่ ได้ถูกจัดแบ่งกลุ่มออกเป็นเส้นทางท่องเที่ยวตามจุดเด่นและความน่าสนใจที่คล้ายคลึงกัน 5 เส้นทาง ดังนี้ 1. สายโบราณสถาน/วัตถุ (หรือพุทธศิลป์) 2. สายศิลปกรรมร่วมสมัย 3. สายศาสนสถาน /ศาสนธรรม 4. สายศาสนวัตถุ/ศาสนบุคคล 5. สายประเพณีวัฒนธรรมและอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้รับคุณค่าจากการท่องเที่ยวตามเส้นทางเหล่านี้คือ คุณค่าที่เป็นรูปธรรม (มิติเชิงสันทนาการ) ได้รับความเพลิดเพลินสนุกสนาน ในการชื่นชมสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่เป็นศาสนสถานทางพระพุทธศาสนา ความสุขความอิ่มใจจากการไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความสดชื่นสบายใจจากการสัมผัสกับธรรมชาติ คุณค่าที่เป็นนามธรรม (มิติเชิงการเรียนรู้และการปฏิบัติธรรม) เป็นการทัศนศึกษาแบบบูรณาการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ในด้านประเพณี วัฒนธรรม กิจกรรมสำคัญทางศาสนา ความเชื่อและหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา การปฏิบัติธรรมเจริญจิตภาวนาเพื่อให้เข้าใจเรื่องความทุกข์และการดับทุกข์ อันนำไปสู่ความสงบและสันติภายในใจ เป็นการพัฒนาคุณภาพจิตใจให้สูงขึ้น ฐานข้อมูลที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้ซึ่งประกอบด้วยวัดท่องเที่ยว 55 แห่งและวัดปฏิบัติธรรม 24 แห่ง ในเมืองรอง 55 จังหวัด จำนวน 79 สถานที่ ถือเป็นระบบฐานข้อมูลกลางที่สามารถอำนวยประโยชน์แก่หน่วยงานต่าง ๆ เช่น หน่วยงานการท่องเที่ยวทั้งภาครัฐและภาคเอกชน หน่วยงานส่งเสริมพระพุทธศาสนา หน่วยงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงหน่วยงานส่วนท้องถิ่นในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ในด้านต่างๆดังนี้ ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ: การสืบค้นแบบออนไลน์ผ่าน Website ทำให้สะดวกรวดเร็วและประหยัดต้นทุน เป็นการขยายตลาดด้านการท่องเที่ยวออกไปอย่างกว้างขวางทั่วโลก เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในระดับประเทศ ประโยชน์ด้านสังคม: เป็นฐานข้อมูลสำหรับหน่วยงานส่งเสริมพระพุทธศาสนา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และผู้ที่สนใจทั่วไป เพื่อการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาในหลักคำสอน ความเชื่อ การปฏิบัติธรรม ประเพณีวัฒนธรรม วิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น โดยผ่านทางการท่องเที่ยววิถีพุทธ ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม: สามารถนำฐานข้อมูลใช้เป็นแนวทางกำหนดนโยบายเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชนเมืองรองในแหล่งพื้นที่เป้าหมายให้สอดคล้องกับการท่องเที่ยววิถีพุทธ ประโยชน์ด้านการนำรายได้: ช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆทั่วโลกสามารถเดินทางมาถึงแหล่งท่องเที่ยวเป้าหมายด้วยความสะดวกรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการนำรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าสู่ท้องถิ่นโดยตรง และขยายไปสู่ภูมิภาคและประเทศโดยรวม นอกจากนี้ข้อมูลจากการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปเป็นแนวทางการพัฒนาพื้นที่และการประชาสัมพันธ์ให้กับวัดต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีพุทธที่ได้มาตรฐานต่อไปในอนาคต