การจัดทำตัวอย่างมาตรฐานโลหะเงินชุบทองคำสำหรับการวิเคราะห์ความหนางานชุบพื้นผิวโลหะมีค่าด้วยวิธีเอกซเรย์ฟลูออเรสเซนต์สเปกโตรเมทรี
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การชุบโลหะด้วยไฟฟ้า เป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการผลิตเครื่องประดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องประดับที่ผลิตด้วยโลหะเงิน มักนิยมชุบพิ้นผิวด้วยโลหะทองคำ เพื่อเพิ่มความสวยงาม ป้องกันความหมอง และการผุกร่อน ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับชิ้นงานเครื่องประดับ โดยเครื่องประดับชุบเหล่านี้จำเป็นต้องมีการตรวจวิเคราะห์ความหนาผิวชุบเพื่อให้ได้คุณภาพตามความต้องการของตลาดทั้งในและนอกประเทศ การวิเคราะห์ความหนาผิวชุบด้วยเทคนิคเอกซเรย์ฟลูออเรสเซนซ์สเปกโตรเมทรี (XRF) เป็นเทคนิคที่ถูกนำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรมเครื่องประดับอย่างแพร่หลาย โดยเทคนิคนี้จำเป็นต้องใช้ตัวอย่างมาตรฐานความหนาเป็นวัสดุอ้างอิง เพื่อให้ผลการวิเคราะห์มีความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือ ด้วยเหตุนี้โครงการวิจัยจึงได้ทำการศึกษาและออกแบบชุดการทดลองการชุบโลหะด้วยไฟฟ้า สำหรับการเตรียมตัวอย่างมาตรฐานความหนาของโลหะเงินชุบทองคำ (Au/Ag) ที่ความหนาผิวชุบ 0.5 ถึง 5 ไมครอน โดยแบ่งเป็นความบริสุทธิ์ผิวชุบทองคำเป็น 18K และ 24K จากผลการทดลองพบว่า ความหนาและความสม่ำเสมอของผิวชุบ ขึ้นอยู่กับสภาวะและตัวแปรต่างๆ ได้แก่ การคำนวณพื้นที่ผิวชิ้นงาน ค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าในการชุบ อุณหภูมิในการชุบ ความเร็วรอบในการกวนน้ำยาชุบ และระยะเวลาในการชุบ โดยตัวอย่างมาตรฐานความหนา Au/Ag ที่เตรียมได้ มีการวิเคราะห์ความหนา จากการคำนวณด้วยสูตร, เทคนิค XRF และเทคนิค Cross-section ร่วมกับเทคนิค SEM และมีการทดสอบคุณสมบัติของวัสดุอ้างอิง คือ ความเป็นเนื้อเดียว และความเสถียร โดยวัดการกระจายตัวของค่าความหนาผิวชุบด้วยเทคนิค XRF (Mapping analysis) และในขั้นตอนสุดท้ายทำการวิเคราะห์ค่าความไม่แน่นอนในการวัด (Uncertainty) พบว่าตัวอย่างมาตรฐานความหนาที่เตรียมได้มีค่าความไม่แน่นอนในการวัด ที่ใกล้เคียงหรือเท่ากันกับตัวอย่างมาตรฐานความหนาที่ใช้จริงในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้สรุปได้ว่าตัวอย่างมาตรฐานความหนา Au/Ag ที่เตรียมได้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นวัสดุอ้างอิง สำหรับงานตรวจวิเคราะห์ค่าความหนาผิวชุบด้วยเทคนิค XRF และสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อเป็นการลดการนำเข้าตัวอย่างมาตรฐานราคาสูงจากต่างประเทศ ในการทำการทดลองการเตรียมชิ้นงานชุบผิวทองคำ ด้วยกระบวนการชุบโลหะด้วยไฟฟ้า เทคนิค XRF เป็นเทคนิคหลักในการวิเคราะห์ค่าความบริสุทธิ์และค่าความหนาของผิวชุบทองคำ เนื่องจากเป็นเทคนิคที่ไม่ทำลายตัวอย่าง สามารถวิเคราะห์ผลได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ แต่เพื่อให้ผลการทดลองมีความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ ทางผู้วิจัยมีการวางแผนการวิเคราะห์คุณภาพและความหนาผิวชุบของตัวอย่าง Au/Ag ด้วยเทคนิคอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ การวัดความหนาผิวชุบด้วยกล้องไมโครสโคป และการวิเคราะห์ความหนาและศึกษาลักษณะทางกายภาพของผิวชุบด้วยเทคนิค FE-SEM โดยวิธีทั้ง 2 ต้องมีการเตรียมตัวอย่างชิ้นงานก่อนการตรวจวัด ซึ่งทางผู้วิจัยจะดำเนินการทดลองในขั้นต่อไป