การพัฒนาเว็ปแอปพลิเคชันเพื่อลดภาวะเครียดและวิตกกังวลจากผลกระทบ COVID-19 สำหรับประชาชน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินทางสุขภาพในเดือนเมษายน ค.ศ. 2020 จากการแพร่ระบาดของเชื้อCOVID-19 ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบนี้ เกิดความเครียดความวิตกกังวล ดังนั้น การดูแลตนเองเพื่อลดความเครียดและความวิตกกังวล จึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่การที่ต้องลดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาเว็ปแอปพลิเคชันเพื่อลดภาวะเครียดและวิตกกังวลจากผลกระทบ COVID-19 สำหรับประชาชน โดยออกแบบเพื่อ (1) ประเมินความพึงพอใจต่อการใช้เว็ปแอปพลิเคชัน (2) ศึกษาระดับความเครียดความวิตกกังวล การเผชิญเครียด (3) เปรียบเทียบผลของการใช้เว็ปแอปพลิเคชันที่มีโปรแกรมการคิดเชิงบวกต่อการลดความวิตกกังวลกังวล (4) สังเคราะห์แนวทางการช่วยเหลือตนเองของประชาชนในภาวะวิกฤติจากความ เครียดและวิตกกังวลจากสถานการณ์การระบาด COVID-19วิธีการศึกษา: งานวิจัยยระยะที่ 1 เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed method) กลุ่มตัวอย่าง (400คน) เป็นประชาชนทั่วไปในเขตจังหวัดปทุมธานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เว็ปแอปพลิเคชันที่มีแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้เว็ปแอปพลิเคชัน แบบสอบถามความเครียด(GHQ-28) แบบสอบถามความวิตกกังวลและแบบสอบถามวิธีการเผชิญเครียดจากผลกระทบ COVID-19 ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 80 คน คัดเลือกจากระยะที่ 1 ที่มีระดับความวิตกกังวลระดับปานกลางถึงมาก แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง(40คน) และควบคุม (40 คน) เครื่องมือที่ใช้เป็นเว็บแอปพลิเคชันที่มีโปรแกรมการฝึกการคิดเชิงบวกเพื่อลดความวิตกกังวล กลุ่มทดลองได้รับการฝึกการคิดเชิงบวกผ่านเว็ปแอปพลิเคชันจำนวน 15 กิจกรรม การใช้เวลาแต่ละครั้งไม่จำกัดขึ้นกับผู้ใช้ แต่ไม่เกิน 20 วันต่อเนื่องกัน ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ การเก็บข้อมูลดำเนินการระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เมษายน 2565 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test-dependent และ t-test-independent ส่วนการสังเคราะห์แนวทางการช่วยเหลือตนเองของประชาชนในภาวะวิกฤติจากความเครียดและวิตกกังวลจากสถานการณ์การระบาด COVID-19 เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพใช้โปรแกรม Atlast. ti ในการทำ content analysis ผลการศึกษา: พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เป็นวัยทำงาน อายุ 21-30 ปี ร้อยละ 23 อายุ 41-50 ปี ร้อยละ 19 และอายุ 31-40 ปีร้อยละ 18.5 ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการใช้เว็ปแอปพลิเคชันอยู่ในระดับมาก โดยค่าเฉลี่ยความพึงพอใจด้านประโยชน์ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ( = 4.04 ,S.D. + 0.83) รองลงมาเป็นความพึงพอใจด้านการออกแบบและประสิทธิภาพ ( = 4.00 , S.D. + 0.78) ( = 3.14 ,S.D. + 1.64 ) ตามลำดับ และผลการวัดระดับความเครียด พบว่าระดับความเครียดปกติร้อยละ 86.3 ระดับความเครียดมากกว่าปกติ ร้อยละ 13.8 และระดับความวิตกกังวล พบว่า ระดับความวิตกกังวลสูงร้อยละ 4.5 ระดับความวิตกกังวลปานกลางร้อยละ 49 และระดับความวิตกกังวลต่ำร้อยละ 46.5 ส่วนวิธีการเผชิญเครียดที่ใช้มากที่สุด คือการเบี่ยงเบนความสนใจ ( = 2.72 , S.D. + 0.61 ) รองลงมาเป็นการมองโลกในแง่ดี ( = 2.70 , S.D. + 0.61 ) และผลจากการใช้เว็บแอปพลิเคชันเพื่อลดความวิตกกังวล พบว่า คะแนนความวิตกกังวลภายในกลุ่มทดลองก่อนและหลังการใช้เว็บแอปพลิเคชันที่มีโปรแกรมการฝึกการคิดเชิงบวก แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05( = 3.47 , S.D. + 0.29 ) และ ( = 3.18 , S.D. + 0.17) ตามลำดับ และคะแนนความวิตกกังวลระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการใช้เว็บแอปพลิเคชันที่มีโปรแกรมการฝึกการคิดเชิงบวกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( = 3.18 , S.D. + 0.16 ) และ ( = 3.48 , S.D. + 0.33 ) ตามลำดับ ส่วนแนวทางการช่วยเหลือตนเองของประชาชนในภาวะวิกฤติจากความเครียดและวิตกกังวลจากสถานการณ์การระบาด COVID-19 ที่ทำแล้วได้ผลดีในการลดความเครียดและวิตกกังวล ได้แก่ การผ่อนคลายโดยการดูภาพยนตร์ ฟังเพลง การทำอาหาร ปลูกต้นไม้ อยู่กับธรรมชาติ และปรับความคิดในทางบวก การป้องกันตนเองในรูปแบบป้องกันการได้รับเชื้อโดยตรงและรูปแบบทางอ้อม ได้แก่ การลดการเสพข่าวที่อ่านแล้วทำให้ความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น เลือกเสพข่าวที่มีประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และวิธีอื่น ๆ เช่นการใช้สติในการแก้ปัญหา การส่งเสริมสุขภาพจิต ทำใจยอมรับ เป็นต้น ในทางกลับกัน แนวทางการช่วยเหลือตนเองที่ทำแล้วแต่ไม่ค่อยได้ผลในการลดความเครียดและวิตกกังวล ได้แก่ การไม่สามารถปรับความคิด พยายามลืมเรื่องเครียดแต่ทำไม่ได้ ไม่สามารถตั้งสติหรือทำจิตใจให้สงบ และปล่อยวางไม่ได้ การเสพข่าวมากเกินไป การไม่สามารถหลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยงเพราะจำเป็นต้องเดินทางไปทำงานและใช้ชีวิตประจำวัน