โครงการวิจัยปรับปรุงพันธุ์มะพร้าว
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การผสมพันธุ์แบบผสมกลับมะพร้าวลูกผสมกะทิ วางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 5 ซ้ำ 4 กรรมวิธี ได้แก่ กรรมวิธีที่ 1 ต้นกล้ามะพร้าวที่ได้จากการผสมเปิด กรรมวิธีที่ 2 ต้นกล้ามะพร้าวที่ได้จากการผสมพันธุ์ด้วยละอองเกสรมะพร้าวกะทิ โดยไม่ทำหมัน กรรมวิธีที่ 3 ต้นกล้ามะพร้าวที่ได้จากการทำหมัน และผสมพันธุ์ด้วยละอองเกสรมะพร้าวกะทิไม่คลุมถุง และกรรมวิธีที่ 4 ต้นกล้ามะพร้าวที่ได้จากการทำหมัน ผสมพันธุ์ด้วยละอองเกสรมะพร้าวกะทิและคลุมถุง จากนั้นนำคัพภะมาเพาะเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ ส่วนผลมะพร้าวธรรมดานำมาเพาะ และปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ลูกผสมแบบผสมกลับ 2 พื้นที่ ได้แก่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชุมพร และศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง พบว่า กรรมวิธีที่ 4 มีเปอร์เซ็นต์เป็นกะทิมากที่สุด คือ 50.68 เปอร์เซ็นต์ ได้ผลมะพร้าวที่เป็นกะทิ มีจำนวนทั้งหมด 479 ผล ส่วนผลมะพร้าวที่ไม่เป็นกะทิจำนวน 1,270 ผล นำมาเพาะเป็นต้นกล้าเพื่อปลูกทดสอบ โดยวัดการเจริญเติบโต ด้านความสูงต้น ขนาดรอบโคนต้น ความยาวก้านใบ ความยาวใบ จำนวนใบบนต้น จำนวนใบเพิ่ม และจำนวนใบย่อยของมะพร้าวลูกผสมกะทิ เมื่ออายุ 12, 18 และ 24 เดือน หลังปลูก พบว่า ทุกกรรมวิธีมีการเจริญเติบโตที่ไม่มีความแตกต่างกันในทางสถิติ และการสร้างความหลากหลายในพันธุ์มะพร้าวกะทิ ที่สวนผลิตพันธุ์มะพร้าวคันธุลี ในแปลงเปรียบเทียบพันธุ์ทั้ง 5 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์เวสอัฟริกันต้นสูงกะทิ, ทุ่งเคล็ดกะทิ, มลายูสีแดงต้นเตี้ยกะทิ , มลายูสีเหลืองต้นเตี้ยกะทิ และน้ำหอมกะทิ จำนวนทั้งสิ้น 179 ต้น เก็บข้อมูลการเจริญเติบโต และการพัฒนาของคัพภะ พบว่า การเจริญเติบโตมะพร้าวกะทิทั้ง 5 สายพันธุ์ที่อายุ 4-7 ปี มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการเพาะเลี้ยงคัพภะในสภาพปลอดเชื้อจากแปลงเปรียบเทียบพันธุ์มะพร้าวกะทิดังกล่าว พบว่า คัพภะสามารถพัฒนาเป็นต้นได้ ซึ่งใช้ระยะเวลา 1-1.5 ปี มีอัตราการรอดของต้นกล้าทั้งหมด 426 ต้น จากจำนวนคัพภะทั้งหมด 1,296 คัพภะ และได้นำต้นกล้าจากการเพาะเลี้ยงคัพภะอนุบาลในโรงเรือนซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 10-12 เดือน มีอัตราการรอดของต้นกล้าในโรงเรือนทั้งหมด 135 ต้น และขณะนี้ได้ดำเนินการเพาะเลี้ยงคัพภะเพื่อให้ได้ในปริมาณมากสำหรับสร้างเป็นแปลงมะพร้าวกะทิทั้ง 5 สายพันธุ์ในพื้นที่ 20 ไร่ ต่อไป ส่วนการสร้างสวนมะพร้าวน้ำหอมโดยการเพาะเลี้ยงคัพภะ พบว่า สามารถเพาะเลี้ยงคัพภะจำนวนทั้งหมด 960 คัพภะ และคัพภะสามารถพัฒนาเป็นต้นอ่อนได้จำนวน 613 ต้น คิดเป็น 63.85 เปอร์เซ็นต์ และเป็นต้นกล้าที่สมบูรณ์ ได้จำนวน 374 ต้น เป็น 38.9 เปอร์เซ็นต์ และนำต้นกล้าที่สมบูรณ์ปลูกลงแปลง จำนวน 90 ต้น และเก็บข้อมูลการเจริญเติบโตที่อายุ 12-27 เดือน โดยวัดขนาดเส้นรอบวงที่โคนต้น ความสูงของต้น ความยาวก้านทางใบ ความยาวก้านทาง นับจำนวนใบ และจำนวนใบย่อย พบว่า ต้นมะพร้าวมีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามอายุของมะพร้าว และมีความแข็งแรง และสมบูรณ์ของต้นดี จากนั้นได้มีการขยายพันธุ์และสร้างสวนผลิตพันธุ์น้ำหอม ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยพืชสวนตรังเก็บข้อมูลด้านการเจริญเติบโต พบว่า ความสูงต้นเฉลี่ย 87.47 เซนติเมตร เส้นรอบวงโคนต้นเฉลี่ย 15.35 เซนติเมตร และจำนวนทางใบเฉลี่ย 4.38 ทางใบ มีค่าความยาวใบเฉลี่ย 69.40 เซนติเมตร และมีค่าเฉลี่ยจำนวนใบย่อย 8.58 ใบ ด้านผลผลิตและคุณภาพผลผลิต พบว่า ต้นมีจำนวนต้นที่ออกจั่น และให้ผลผลิตแล้วจำนวน 84 ต้น วิเคราะห์ส่วนประกอบของผลที่อายุ 7 และ9 เดือน พบว่า น้ำหนักผลโดยเฉลี่ย 1,840.07และ1,132.14 กรัม ความความกว้างโดยเฉลี่ย 16.66 และ15.83 เซนติเมตร ความยาวโดยเฉลี่ย 17.90และ17.38 เซนติเมตร น้ำหนักเปลือกโดยเฉลี่ย 1,171.69 และ463.34 กรัม น้ำหนักปอกเปลือกโดยเฉลี่ย 651.04 และ 665.28กรัม ปริมาณน้ำโดยเฉลี่ย 375.76 และ229.08 กรัม น้ำหนักกะลาโดยเฉลี่ย 160.53และ147.41 กรัม น้ำหนักเนื้อโดยเฉลี่ย 115.85 และ 289.54 กรัม ความหวานโดยเฉลี่ย 6.60 และ6.14 องศาบริกซ์ และมีค่า R เฉลี่ย 0.09 และ0.32 ตามลำดับ และจากการคัดเลือกพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมยังพบความแปรปรวน ทั้งในเรื่องความหวาน ความหอม และการเจริญเติบโต จึงได้มีการสร้างสวนผลิตพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมในเขตภาคเหนือตอนล่าง เพื่อศึกษาหาพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมที่หอมหวาน เพื่อใช้เป็นแปลงผลิตพันธุ์ ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร พื้นที่ 20 ไร่ พบว่า ต้นมะพร้าวน้ำหอมอายุ 3.6 ปี มีความสูงต้นเฉลี่ยที่ 351.27 เซนติเมตร มีความกว้างทรงพุ่มเฉลี่ยที่ 321.07 เซนติเมตร และมีเส้นรอบวงโคนต้นเฉลี่ยที่ 95.66 เซนติเมตร ทางด้านการออกจั่นและการติดผล พบว่า ต้นมะพร้าวน้ำหอมออกจั่นจำนวน 20 ต้น และสามารถติดผลได้จำนวน 2 ต้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตพบว่า มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 4,961.40 บาทต่อไร่ แต่ยังคงพบความแปรปรวนในบางต้น จึงต้องคัดทิ้งเพื่อป้องกันการผสมภายในแปลงและไม่ตรงตามพันธุ์ ส่วนการใช้เทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุลเพื่อการปรับปรุงพันธุ์มะพร้าว ได้นำมะพร้าวทั้งสิ้นจำนวน 42 สายพันธุ์ มาตรวจสอบลายพิมพ์ดีเอ็นเอ โดยใช้เทคนิค DNA Fingerprint ในการจำแนกพันธุ์ พบว่า การใช้โปรแกรม R สามารถจำแนกมะพร้าวทั้ง 42 สายพันธุ์ได้ 4 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 นิวกินีสีน้ำตาล กลุ่มที่ 2 ประกอบด้วย ทุ่งเคล็ด เวสอัฟริกันต้นสูง ศรีลังกา ชุมพร 60 นกคุ่ม มะพร้าวไฟ หมูสีน้ำตาล ทุ่งเคล็ดกะทิ มลายูสีเหลือต้นเตี้ย น้ำหอมพระราชทาน ทับสะแก เรนเนล หมูสีส้ม ประทิว ไทยพื้นเมือง สวี1 มลายูสีแดงต้นเตี้ยกะทิ มลายูสีเหลืองต้นเตี้ยกะทิ น้ำหอมกะทิ เวสอัฟริกันต้นสูงกะทิ ตาฮิติ น้ำหอม นครศรีธรรมราช น้ำหวาน และชุมพร 2 กลุ่มที่ 3 ประกอบด้วย มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย ลูกผสมทุ่งเคล็ดกะทิ ลูกผสมมลายูสีเหลืองต้นเตี้ยกะทิ เวสอัฟริกันต้นสูง ลูกผสมเวสอัฟริกันต้นสูงกะทิ ลูกผสมน้ำหอมกะทิ และลูกผสมมลายูสีแดงต้นเตี้ยกะทิ และกลุ่มที่ 4 ได้แก่ กะโหลก ทะลายร้อย นาฬิเก คาเมรูนสีแดง ปากจก พวงร้อย และลูกผสม 3 สายพันธุ์ และจากการเปรียบเทียบพันธุ์มะพร้าวลูกผสมกะทิ ชั่วที่ 2 ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนมคัดเลือกต้นกล้ามะพร้าวกะทิลูกผสมทั้ง 5 สายพันธุ์ที่สมบูรณ์ตรงตามสายพันธุ์ ที่สวนผลิตพันธุ์มะพร้าวคันธุลี ได้แก่ น้ำหอม x กะทิ สีแดงมลายูต้นเตี้ย x กะทิ สีแดงมลายูต้นเตี้ย x กะทิ ทุ่งเคล็ด x กะทิ และเวสอัฟริกันต้นสูง x กะทิ โดยดำเนินการปลูกมะพร้าวพันธุ์ลูกผสมกะทิชั่วที่ 2 ทั้งหมด 5 กรรมวิธี จำนวน 4 ซ้ำ และได้ทำการเก็บข้อมูลวัดการเจริญเติบโตในช่วงอายุ 6–36 เดือน พบว่า การเจริญเติบโตในด้านต่างๆ ในช่วงอายุ 6–24 เดือน มีแนวโน้มการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างคงที่ในส่วนของจำนวนใบ และจำนวนใบเพิ่มมะพร้าว แต่มะพร้าวในช่วงอายุ 30–36 เดือนจะมีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยพันธุ์มะพร้าวลูกผสมกะทิชั่วที่ 2 ในคู่ผสมระหว่างเวสอัฟริกันต้นสูง x กะทิ และสีแดงมลายูต้นเตี้ย x กะทิ มีแนวโน้มการเจริญเติบโตดีกว่าคู่ผสมอื่นๆ ส่วนคู่ผสมระหว่างน้ำหอม x กะทิ มีแนวโน้มในการเจริญเติบโตช้าที่สุด เมื่อเทียบกับคู่ผสมอื่นๆ และได้ทำการศึกษาชิ้นส่วนและอาหารสูตรที่เหมาะสมต่อการชักนำให้เกิดไซโกติคและโซมาติคเอ็มบริโอของมะพร้าวกะทิ บนอาหารเหลวสูตร Eeuwens (Y3) ร่วมกับกรรมวิธีที่ 1 ไม่มีการเติมสารควบคุมการเจริญเติบโต กรรมวิธีที่ 2 2,4-D อัตรา 1 มิลลิกรัมต่อลิตร กรรมวิธีที่ 3 2,4-D อัตรา 1 มิลลิกรัมต่อลิตร + IAA อัตรา 1 มิลลิกรัมต่อลิตรกรรมวิธีที่ 4 2,4-D อัตรา 3 มิลลิกรัมต่อลิตร กรรมวิธีที่ 5 2,4-D อัตรา มิลลิกรัมต่อลิตร+ IAA อัตรา 1 มิลลิกรัมต่อลิตร กรรมวิธีที่ 6 2,4-D อัตรา 6 มิลลิกรัมต่อลิตร และกรรมวิธีที่ 7 2,4-D อัตรา 6 มิลลิกรัมต่อลิตร+ IAA อัตรา 1 มิลลิกรัมต่อลิตร และเติมผงถ่าน เป็นระยะเวลา 30 60 และ 90 วัน พบว่า การศึกษาการเกิดไซโกติคของมะพร้าวกะทิจากชิ้นส่วนเอ็มบริโอ กรรมวิธีที่ 1 ไม่มีการเติมสารควบคุมการเจริญเติบโตเป็นเป็นระยะเวลา 90 วัน เป็นกรรมวิธีที่ดีที่สุด สามารถได้ต้นอ่อนที่เกิดจากการชักนำให้เกิดยอดได้ ในแต่ละเอ็มบริโอเพียงจำนวน 1 ยอด โดยเพาะเลี้ยงเอ็มบริโอ จำนวนทั้งสิ้น 1,425 เอ็มบริโอ และมีการพัฒนาเป็นต้นอ่อนได้จำนวน 1,052 ต้น แต่ไม่สามารถพัฒนาเป็นแคลลัส และกระตุ้นให้เกิดยอดได้ในปริมาณมาก (Multiple Shoot) ส่วนการศึกษาการเกิดโซมาติคของมะพร้าวกะทิจากชิ้นส่วนช่อดอกอ่อน พบว่า ในทุกกรรมวิธีชิ้นส่วนของช่อดอกอ่อนไม่สามารถพัฒนาไปเป็นแคลลัสได้ และได้ปรับเปลี่ยนสูตรอาหารให้เหมาะสมต่อการพัฒนาชิ้นส่วนของช่อดอกอ่อนเพื่อชักนำให้เกิดแคลลัส และพัฒนาเป็นต้นอ่อนต่อไป นอกเหนือจากการปลูกมะพร้าวกะทิน้ำหอมในเขตภาคใต้ตอนบนแล้ว เพื่อขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวกะทิน้ำหอมมากขึ้น จึงได้ประเมินศักยภาพโดยการทดสอบเปรียบเทียบการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตมะพร้าวกะทิน้ำหอมในจังหวัดตรัง ปัตตานี และนราธิวาส พบว่า มะพร้าวกะทิน้ำหอมที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดตรังมีการเจริญเติบโตดี มากกว่าปลูกในพื้นที่จังหวัดปัตตานี และนราธิวาส