การวิจัยและพัฒนาการอารักขาพืชในมันสำปะหลัง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
อนุกรมวิธานของเพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว และไรแดง ในมันสำปะหลังศึกษาเพื่อทราบชนิด ลักษณะความแตกต่างพร?อมแนวทางในการวินิจฉัยและเขตการกระจายในมันสำปะหลังที่มีอยู่?ในประเทศไทย โดยเก็บรวบรวมตัวอย่างจากแหล่งปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดต่?างๆ ทั่วประเทศ มาทำสไลด์ถาวร และตรวจวินิจฉัยชนิด ตามหลักอนุกรมวิธาน พบเพลี้ยแป้ง 5 ชนิด ได้แก่? เพลี้ยแป้งลาย, Ferrisia virgata (Cockerell) เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู, Phenacoccus manihoti Matile-Ferrero เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีเขียว, Phenacoccus madeirensis Green เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีเทา, Pseudococcus jackbeardsleyi Gimple & Miller เพลี้ยแป้งมะละกอ, Paracoccus marginatus Williams & Granara de Willink พบแมลงศัตรูธรรมชาติ อันดับ Coleoptera วงศ์ Coccinellidae จำนวน 7 ชนิด อันดับ Neuroptera วงศ์ Chrysopidae จานวน 1 ชนิด และอันดับ Hymenoptera วงศ์ Encyrtidae จำนวน 1 ชนิด พบแมลงหวี่ขาว 2 ชนิด ได้?แก่ แมลงหวี่ขาวใยเกลียว (spiralling Whitefly) Aleurodicus dispersus Russell และแมลงหวี่ขาวยาสูบ (tobacco Whitefly) Bemisia tabaci (Gennadius) พบไรศัตรูมันสำปะหลังทั้งหมด 2 วงศ์ 13 ชนิด วงศ์ Tetranychidae มีทั้งหมด 11 ชนิด และวงศ์ Tenuipalpidae พบ 2 ชนิด ได้แก่ Brevipalpus phoenicis (Geijskes), Brevipalpus californicus (Banks) ซึ่งชนิดที่มีความสำคัญและพบระบาดตลอดเกือบทั้งปี ได้แก่? Tetranychus truncatus Ehara และ Oligonychus biharensis (Hirst) นอกจากนี้แล้วในการสำรวจไรศัตรูพืชที่พบบนมันสาปะหลังในครั้งนี้ ยังพบไรชนิดใหม่? (new species) จานวน 1 ชนิดมีชื่อว่า Neotetranychus lek Flechtmann ซึ่งตั้งชื่อโดย ดร. Flechtmann นำตัวอย่างแมลงหวี่ขาวนาเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์แมลง กรมวิชาการเกษตร ซึ่งสภาพภูมิอากาศที่พบแมลงศัตรูมันสำปะหลังมากคือ ช่?วงเวลาที่ฝนทิ้งช่วงหรือมีฝนตกน้อย อุณหภูมิต่ำ และความชื้นสูง สำหรับการจัดการแมลงและไรศัตรูมันสำปะหลัง พบว่าการใช้สารเคมี thiamethoxam 25% WG มีประสิทธิภาพดีที่สุดในการป้องกันกาจัดเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลัง เมื่อศึกษาต้นทุนการใช้?เทคโนโลยีการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูมันสำปะหลังโดยเฉพาะเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู ซึ่งระบาดหนักและทำความเสียหายมากมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 17 - 192 บาทต่อไร่? (รวมค่าสารเคมีและค่าจ้างแรงงานพ่นสาร) ส่วนการใช้แมลงช้างปีกใส Plesiochrysa ramburi ควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังนั้นตัวอ่?อน วัย 1-3 ของแมลงช้างปีกใสสามารถกินเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังได้? ซึ่งปล่?อยในอัตรา 3-5 ตัวต่อต้น จำนวน 2 ครั้ง ส่วนการป้องกันกำจัดไรแดงหม่อน Tetranychus truncatus Ehara สารฆ่าไรทุกชนิดที่ทำการทดลอง สามารถควบคุมไรแดงศัตรูมันสำปะหลังได้ดีหลังการพ่?น 7-14 วัน ส่?วนการศึกษาผลกระทบของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีต่อด้วงตัวห้ำ Stethorus pauperculus (Weise) พบว่า amitraz 20% EC, pyridaben 20% WP และ white oil 67% EC ไม่?มีพิษต่?อด?วงตัวห้ำ สำหรับปัญหาเรื่องโรคของมันสำปะหลัง ศึกษาโรคแอนแทรคโนสของมันสำปะหลัง จากการออกสำรวจและเก็บรวบรวมเชื้อสาเหตุโรค จากแหล่งปลูกมันสำปะหลัง 11 จังหวัด พบมันสำปะหลังแสดงอาการของโรค 4 จังหวัด คือ ลพบุรี ตาก ลำปาง และอุตรดิตถ์ ได้?เชื้อราสาเหตุโรค 8 ไอโซเลท ในมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 11 และระยอง 72 จำแนกชนิดเชื้อราสาเหตุโรคแอนแทรคโนส คือ Colletotrichum gloeosporioides 7 ไอโซเลท และ Collectotrichum capsici 1 ไอโซเลท และเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides จากการแยก 7 เชื้อสาเหตุโรคจากตัวอย่างมันสำปะหลังที่แสดงอาการของโรคที่เก็บรวบรวมจากอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง มีความรุนแรงก่อให้เกิดโรคสูงสุด ส่?วนปัญหาด้?านวัชพืช พบว่?า การใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชพ่นแบบก่?อนวัชพืชงอก (Pre-emergence application) ตามกรรมวิธีทดลอง สามารถควบคุมวัชพืชได้?ดี โดยไม่?เป็นอันตรายต่อต้นมันสำปะหลัง การจัดการวัชพืชแบบผสมผสานเพื่อลดต้?นทุนในระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร เกษตรกรส่วนใหญ่?เลือกใช้??ผสม s-metolachlor+flumioxazin อัตรา 196+10 กรัมสารออกฤทธิ์ต่?อไร่? ร่?วมกับการไถตากดิน และกาจัดวัชพืชเถาเลื้อยข้ามปีก่?อนไถเตรียมแปลงปลูก ส่วนการกำจัดต้?นข้?าวในการปลูกมันสาปะหลังหลังนา การใช้?สารกำจัดวัชพืช alachlor+diuron อัตรา 240+160 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อไร่ จะสามารถควบคุมวัชพืชได้?นานถึง 3 เดือน สามารถลดต้?นทุนการกำจัดวัชพืชของเกษตรกรได้? 3.3-5.4 เท่า ของการใช้?แรงงานดายหญ้?าซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ยไร่ละ 2,357 บาท