Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2564

การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันและการประเมิน ศักยภาพภายในของผู้สูงวัย

วุฒิพันธุ์ วงษ์มงคล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2564

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

ในปัจจุบัน วิวัฒนาการทางการแพทย์ทำให้ประชาชนมีชีวิตยืนยาวขึ้น ในขณะที่อัตราการเกิดในหลายๆประเทศลดลง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้นทำให้ต้องคำนึงถึงการดูแลสุขภาพของประชากรกลุ่มดังกล่าวให้สามารถใช้ชีวิตในช่วงวัยสูงอายุได้อย่างมีสุขภาวะ แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับศักยภาพภายในหรือการมีศักยภาพทางกายและจิตใจจึงได้มีการพูดถึงครั้งแรกโดยองค์การอนามัยโลก ใน พ.ศ. 2558 ซึ่งเสนอกรอบการดูแลสุขภาพรูปแบบใหม่ที่สามารถจำแนกผู้สูงอายุออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพภายในสูงและคงที่ ผู้สูงอายุที่มีภาวะถดถอยของศักยภาพภายใน และผู้สูงอายุที่สูญเสียศักยภาพภายใน ทั้งนี้ การประเมินศักยภาพภายในของผู้สูงอายุจะนำไปสู่การออกแบบบริการสุขภาพที่เหมาะสม เพื่อชะลอหรือฟื้นฟูศักยภาพภายในของผู้สูงอายุ และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะพึ่งพึง หรือสูญเสียศักยภาพภายในในระดับรุนแรงในอนาคตได้แนวทางการคัดกรองศักยภาพภายในของผู้สูงอายุเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการบูรณาการการดูแลผู้สูงอายุ หรือ Integrated care for older people (ICOPE) โดยองค์การอนามัยโลกได้ออกแบบเครื่องมือคัดกรองผู้สูงอายุครอบคลุมศักยภาพภายในหกด้าน ได้แก่ 1) ความจำกัดของการเคลื่อนไหว (limited mobility) 2) ภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition) 3) ความบกพร่องทางการมองเห็น (visual Impairment) 4) การสูญเสียการได้ยิน (hearing loss) 5) อาการซึมเศร้า (depressive symptoms) และ 6) การถดถอยของของประสิทธิภาพการทำงานของสมอง (cognitive decline) ประเทศไทยได้ประยุกต์ใช้การคัดกรองดังกล่าวโดยเพิ่มการกลั้นปัสสาวะ และปัญหาด้านช่องปาก และได้ดำเนินการนำร่องการคัดกรองผู้สูงอายุในหกอำเภอ ได้แก่ 1) อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ 2) อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี 3) อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี 4) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 5) อำเภอเมือง จังหวัดระยอง และ 6) อำเภอเมือง จังหวัดตรัง โดยทำการประเมินสองขั้นตอน กล่าวคือ การประเมินในขั้นแรก (step1) จะทำโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ถ้าหากพบความผิดปกติด้านใดด้านหนึ่งจะประเมินด้านที่ผิดปกติซ้ำโดยบุคลากรทางการแพทย์โดยใช้แบบประเมินที่ซับซ้อนมากขึ้น (step2)การประเมินหรือคัดกรองศักยภาพภายในสามารถขยายขอบเขตการประเมินมายังกลุ่มวัยก่อนสูงอายุ เนื่องจากมีรูปแบบการประเมินศักยภาพภายในแบบเดียวกัน การศึกษานี้จึงแบ่งการประเมินออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวัยก่อนสูงอายุ (45-59 ปี) และกลุ่มวัยสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) โดยกลุ่มวัยสูงอายุจะใช้วิธีการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างและสุ่มโดยใช้วิธีทางสถิติ ขนาดตัวอย่างที่ต้องการคือ (อย่างน้อย) 638 คน ต่อพื้นที่ที่ทำการศึกษา ในขณะที่กลุ่มประชากรสูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการสำรวจ ได้กำหนดขนาดตัวอย่างไว้ที่ 2,000-4,000 คน ในแต่ละพื้นที่ศึกษา โดยข้อมูลของทั้งสองกลุ่มจะถูกวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ร่วมกับการคำนวณ intrinsic capacity (IC) index ด้วยวิธี principal component analysis (PCA) และเปรียบเทียบความแตกต่างของการสูญเสียศักยภาพภายในของแต่ะละช่วงอายุด้วยวิธี multivariate logistic regression model ผลการคัดกรองการถดถอยโดยใช้ข้อมูลการประเมินโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน พบว่า อายุเป็นปัจจัยสำคัญต่อการถดถอยของศักยภาพภายในของวัยก่อนสูงอายุ และวัยผู้สูงอายุ โดยการถดถอยด้านการมองเห็นและด้านช่องปากเป็นปัญหาที่พบมากที่สุดในทั้งสองวัย ทั้งนี้ ผลการประเมินการถดถอยของศักยภาพภายในโดยบบุคลากรทางการแพทย์ ชี้ให้เห็นว่า เมื่อบุคคลก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ จะมีโอกาสที่จะสูญเสียศักยภาพภายในมากกว่าหนึ่งด้านเพิ่มขึ้น มีเพียงร้อยละ 40.9 ของกลุ่มตัวออย่างสูงอายุที่ไม่มีการถดถอยของศักยภาพภายใน ในขณะที่ร้อยละ 80.8 ของกลุ่มตัวอย่างวัยก่อนสูงอายุไม่พบการถดถอยของศักยภาพภายใน ดังกล่าว ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของดัชนีความถดถอยของศักยภาพภายในของวัยก่อนสูงอายุค่อนข้างสูง คือ 0.982 (ค่าเท่ากับ 1 หมายถึงไม่มีความถดถอยของศักยภาพภายใน) แต่ค่าดัชนีดังกล่าวลดลงในวัยสูงอายุ โดยมีค่า 0.954 ในกลุ่มอายุ 60-69 ปี และลดลงเป็น 0.603 ในกลุ่มอายุมากกว่า 99 ปี ทั้งนี้ ค่าดัชนีความถดถอยในช่วงวัยก่อนสูงอายุจนถึงวัยสูงอายุตอนต้น (45-69 ปี) จะลดลงอย่างช้าๆ แต่เมื่ออายุ 79 ปีขึ้นไป จะมีค่าดัชนีความถดถอยของศักยภาพภายในที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ข้อมูลการประเมินดังกล่าวมีความสำคัญในการวางแผนเพื่อประเมินและติดตามความถดถอยของศักยภาพภายใน รวมถึงชะลอความถดถอยของศักยภาพภายในในแต่ละด้านได้ โดยการถดถอยของศักยภาพภายในสามารถเริ่มประเมินได้ตั้งแต่วัยก่อนสูงอายุเพื่อเป็นการป้องกันการถดถอยตั้งแต่แรกเริ่มการยืนยันผลการถดถอยโดยการประเมินของบุคลากรทางการแพทย์ (step 2) ในกลุ่มวัยก่อนสูงอายุในแต่ละด้านมีสัดส่วนระหว่างร้อยละ 1.1.-57.0 ของผู้ที่มีภาวะถดถอยจากการตรวจคัดกรองโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในด้านนั้นๆ โดยปัญหาที่ได้รับการยืนยันน้อยที่สุดคือ การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (ร้อยละ 1.1 ของผู้ที่มีภาวะถดถอยด้านกิจวัตรประจำวันจากการตรวจคัดกรองโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) และปัญหาที่ได้รับการยืนยันการถดถอยมากที่สุดคือปัญหาด้านช่องปาก (ร้อยละ 57.0 ของของผู้ที่มีภาวะถดถอยด้านช่องปากจากการตรวจคัดกรองโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ส่วนการยืนยันผลการถดถอยในกลุ่มผู้สูงอายุมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 3.1-37.9 โดยปัญหาที่ได้รับการยืนยันภาวะถดน้อยที่สุดคือ ภาวะซึมเศร้า และปัญหาที่ได้รับการยืนยันภาวะถดถอยมากที่สุดคือ การกลั้นปัสสาวะ ผลการคัดกรองการถดถอยของศักยภาพภายในโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และผลการประเมินการถดถอยของศักยภาพภายในมีความแตกต่างกัน โดยความผิดปกติจากการตรวจคัดกรองโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน มากกว่าบุคลากรทางการแพทย์เนื่องจากไม่ทราบขนาดของผลลบปลอม (false negative) ในการตรวจคัดกรอง ผลการศึกษา พบว่า สัดส่วนของผู้ที่ไม่ได้รับการประเมินใน step 2 แม้จะพบภาวะการถดถอยใน step 1 คิดเป็นร้อยละ 7-35 ของแต่ละด้านในกลุ่มวัยก่อนสูงอายุ และร้อยละ 36-56 ในกลุ่มผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อจำกัดดังกล่าว การคัดกรองโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านก็เป็นเครื่องมือสำคัญของกระบวนการตรวจคัดกรองศักยภาพภายใน ดังนั้นจึงควรมีการตรวจสอบผลลบปลอม และผลบวกปลอม (false negative and false positive) และหาแนวทางการป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีภาวะถดถอยจากการประเมินใน step 1 หลุดออกจากการประเมินใน step 2 โดยอาจลดระยะความห่างของการประเมินระหว่างสองขั้นตอนให้สั้นลง หรือจัดให้มีการประเมิน step 2 อย่างต่อเนื่องกับ step 1 และเป็นระบบ รวมถึงจัดให้มีการคัดกรองและประเมินผลในสภาพแวดล้อมแบบเดียวกัน นอกจากนี้ ควรหาแนวทางให้ประชาชนเห็นคุณค่าและเต็มใจเข้าร่วมประเมินการถดถอยของศักยภาพภายใน และควรมีการคำนวณภาระงบประมาณ ภาระหน้างานของบุคลากรและหน่วยงานที่จะเป็นผู้รับผิดชอบหลักร่วมด้วย เพื่อให้การประเมินดังกล่าวสามารถทำได้อย่างยั่งยืนนอกจากการวิเคราะห์การถดถอยของศักยภาพภายในโดยใช้ข้อมูลนำร่องจากหกพื้นที่แล้ว การศึกษานี้ยังได้วิเคราะห์สถานการณ์ผู้สูงอายุของประเทศไทยโดยใช้การการสำรวจประชากรสูงอายุ พ.ศ. 2545, 2550, 2554, 2557 และ 2560 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่มีเศรษฐานะต่ำสุด และมีแนวโน้มพึ่งพารายได้จากเบี้ยยังชีพของภาครัฐเพิ่มมากขึ้น โดยประเด็นปัญหาด้านสุขภาพ พบว่า ผู้สูงอายุจำนวน 85,805 คน ประสบปัญหาด้านการไม่รู้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล แม้ว่าผู้สูงอายุส่วนมากจะไม่มีภาวะการณ์พึ่งพาแต่สัดส่วนดังกล่าวค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้สูงอายุมีการใช้บริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคไม่มากนัก และพบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของปัญหาสุขภาพเมื่อผู้สูงอายุมีอายุมากขึ้น นอกจากนี้ สัดส่วนการได้รับเครื่องช่วยพิการของผู้สูงอายุค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการได้รับเครื่องช่วยพิการดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การศึกษานี้ เป็นการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากการปฏิบัติงานจริงในหกพื้นที่ ซึ่งทำให้เห็นว่าการประเมินความถดถอยมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการออกแบบและการนำบริการสุขภาพที่เหมาะสมมาช่วยบรรเทาความถดถอยที่เกิดขึ้นอย่างถูกที่ถูกเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขยายผลไปสู่การเป็นผู้ป่วยติดเตียง หรือสูญเสียศักยภาพภายในจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ปัญหาและความท้าทายจากการดำเนินการนำร่องในพื้นที่ดังกล่าว สามารถนำมาปรับใช้เพื่อการวางแผนการประเมินในพื้นที่อื่นๆ หรือการขยายการประเมินในระดับประเทศได้

คำสำคัญ

Elderlyผู้สูงวัยCapacity buildingพัฒนาศักยภาพsituation analysisintrinsic capacityศักยภาพภายใน

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนก่อนวัยผู้สูงอายุ

นันทิกา อนันต์ชัยพัทธนา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พะเยา พ.ศ. 2563

การพัฒนารูปแบบการบริบาลและการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุระดับปฐมภูมิในสังคมปกติวิถีใหม่: ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูประบบสาธารณสุข

ศิริอร สินธุ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พ.ศ. 2565

รูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

นนทรี สัจจาธรรม มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ พ.ศ. 2558

การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในประชากรผู้สูงวัย

ขวัญเมือง แก้วดำเกิง มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2558

การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผู้สูงอายุเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน

ธัญรัศม์ ภุชงค์ชัย มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ พ.ศ. 2565

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะของผู้สูงอายุ

ชมนาด สุ่มเงิน มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2561

ปัจจัยทำนายการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะของผู้สูงอายุ

อภิรดี โชนิรัตน์ มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2563

การศึกษาองค์ประกอบคุณภาพชีวิตตามทัศนะของผู้สูงอายุด้วยวิธีวิทยาคิว

นำชัย ศุภฤกษ์ชัยสกุล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2562

การวิจัยและพัฒนาการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ

สุเทพ ธรรมะตระกูล มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2552

การอยู่อย่างมีคุณค่าและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในศตวรรษที่ 21

อัจฉรพร เฉลิมชิต มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พ.ศ. 2564