การปรับปรุงคุณภาพก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียยางแผ่นเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการเกิดอันตรกิริยาระหว่างโมเลกุลไฮโดรเจนซัลไฟด์ คาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทนบนโครงสร้างซีโอไลต์ชนิด H-FER ด้วยวิธีคำนวณทางเคมีคอมพิวเตอร์ และทำการทดลองเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดูดซับก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ด้วย ซีโอไลต์ธรรมชาติ ถ่านไม้ประสิทธิภาพสูง และฝอยเหล็ก ซึ่งประยุกต์ใช้วัสดุดูดซับที่ดีที่สุดนำไปใช้กับระบบก๊าซชีวภาพในชุมชน รวมถึงตรวจวัดมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้ก๊าซชีวภาพเพื่อเปรียบเทียบกับมลพิษทางอากาศจากการเผาไม้เชื้อเพลิงหุงต้มอื่นๆ จากการคำนวณ พบว่าโครงสร้าง ซีโอไลต์สามารถเกิดอันตรกิริยากับโมเลกุลไฮโดรเจนซัลไฟด์ คาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทนได้ และพบว่ามีค่าพลังงานการดูดซับเป็นดังนี้ H2S < CO2 < CH4 ซึ่งแสดงว่าซีโอไลต์สามารถดูดซับไฮโดรเจนซัลไฟด์ได้ดีกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทน ตามลำดับ จากผลการคำนวณนำไปสู่การทดลองในระดับห้องปฏิบัติการเพื่อศึกษาประสิทธิภาพการดูดซับก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ในก๊าซชีวภาพที่ได้จากระบบบำบัดน้ำเสียการผลิตยางแผ่นด้วยวัสดุดูดซับ (ซีโอไลต์ธรรมชาติ ฝอยเหล็ก และถ่านไม้ประสิทธิภาพสูง) พบว่า ซีโอไลต์ธรรมชาติมีประสิทธิภาพในการดูดซับก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ดีที่สุด รองลงมาคือ ถ่านไม้ประสิทธิภาพสูง และฝอยเหล็ก เมื่อประยุกต์ใช้ซีโอไลต์ธรรมชาติดูดซับก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ในก๊าซชีวภาพที่ได้จากระบบบำบัดน้ำเสียการผลิตยางแผ่นที่มีการใช้งานจริง พบว่าซีโอไลต์ธรรมชาติสามารถลดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ในก๊าซชีวภาพจาก 9,097 ppm จนเหลือค่าน้อยกว่า 100 ppb และเมื่อตรวจวัดมลพิษทางอากาศประเภท ไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (NO2 และ SO2) ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ พบว่า ก๊าซชีวภาพที่ผ่านการกำจัดไฮโดรเจนซัลไฟด์ ด้วยชุดกรองซีโอไลต์ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศน้อยที่สุด รองลงมาเป็นถ่านไม้ ก๊าซชีวภาพที่ไม่ผ่านชุดปรับปรุงคุณภาพก๊าซ และก๊าซหุงต้ม LPG ตามลำดับ อย่างไรก็ตามมลพิษทางอากาศจากเชื้อเพลิงทั้งสามชนิดยังคงมีค่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอากาศ