บทบาทของข้าวไร่-พืชตระกูลถั่วต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินและความยั่งยืนของระบบการปลูกอ้อย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ช่วงระยะเวลาระหว่างหลังรื้ออ้อยตอถึงก่อนอ้อยปลูกนั้นเป็นฤดูฝน จึงเป็นช่วงเวลาที่มีศักยภาพในการปลูกพืชหมุนเวียนก่อนอ้อยปลูกได้ หากเกษตรกรปลูกพืชตระกูลถั่วสามารถเพิ่มความอุดมสมบรูณ์แก่กินก่อนปลูกอ้อยได้ แต่เกษตรกรอาจไม่ได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากนัก ข้าวไร่เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพที่ดอน และยังเป็นพืชที่สามารถให้ผลผลิตทางการเกษตรแก่เกษตรกรได้ และอาจเป็นวิธีปฏิบัติที่มีศักยภาพช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน งานทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลการปลูกพืชตระกูลถั่วและข้าวไร่ก่อนปลูกอ้อยต่อคุณสมบัติทางเคมี-กายภาพของดินก่อนการปลูกอ้อยตาม วางแผนงานทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) 4 ซ้ำ การทดลองประกอบขึ้นด้วย 5 กรรมวิธีทดลอง (1) Control (กรรมวิธีควบคุม) (2) Upland rice (กรรมวิธีข้าวไร่) ปลูกข้าวไร่โดยไม่ให้ปุ๋ยเคมี (3) Upland rice + F (กรรมวิธีข้าวไร่+ปุ๋ยเคมี) ปลูกข้าวไร่โดยให้ปุ๋ยเคมี (4) Soybean (กรรมวิธีถั่วเหลือง) (5) Sun hemp (กรรมวิธีปอเทือง) เมื่อถึงระยะเก็บเกี่ยว ทำการเก็บเกี่ยว สุ่มตัวอย่าง และไถกลบซากวัชพืช ฟางข้าว ปอเทือง ถั่วเหลืองลงสู่ดินเพื่อเตรียมแปลงปลูกอ้อยตาม การเก็บข้อมูลแบ่งออกเป็น (i) ข้อมูลดินก่อนการทดลอง ทำการเก็บตัวอย่างดินก่อนการปลูกพืชนำที่ระดับความลึก 0-15 และ 15-30 ซม. เพื่อวิเคราะห์หาคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของดิน (ii) ข้อมูลดินระหว่างปลูกข้าวไร่และพืชตระกูลถั่ว ทำการเก็บตัวอย่างดินระหว่างปลูกข้าวไร่และพืชตระกูลถั่วที่ระดับความลึก 0-15 และ 15-30 ซม. เมื่อพืชมีอายุ 1, 2, 4, 8, 12 และ 16 สัปดาห์ เพื่อวิเคราะห์หาอนินทรีย์ไนโตรเจน (mineral N) โดยใช้เครื่อง Flow Injection Analyzer (FIA) (iii) ข้อมูลพืชที่ระยะเก็บเกี่ยวก่อนปลูกอ้อย เมื่อถึงระยะเก็บเกี่ยว ทำการประเมินน้ำหนักแห้งซากและผลผลิต และ (vi) ข้อมูลดินที่ระยะเก็บเกี่ยวก่อนปลูกอ้อย ทำการเก็บตัวอย่างดินก่อนการปลูกอ้อยที่ระดับความลึก 0-15 และ 15-30 ซม. เพื่อวิเคราะห์หาคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของดิน ผลการศึกษาพบว่าดินที่ใช้ในการทดลองมีเนื้อดินเป็นดินทราย (Sandy soil) และมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีอินทรียวัตถุที่ที่ระดับ 0-15 และ 15-30 เซนติเมตร เท่ากับ 0.34 และ 0.29 % ตามลำดับ อนินทรีย์ไนโตรเจนในดินที่ระดับความลึก 0-15 เซนติเมตร ทุกๆกรรมวิธีภายหลังการปลูกพืชนำมีค่าสูงกว่าอนินทรีย์ไนโตรเจนในดินก่อนการทดลอง โดยเฉพาะในกรรมวิธีข้าวไร่+ปุ๋ยและกรรมวิธีถั่วเหลืองซึ่งมีค่าอนินทรีย์ไนโตรเจนในดินสูงที่สุดที่ 2 สัปดาห์หลังปลูกพืชนำ และภายหลังการใส่ปุ๋ยเคมีครั้งที่สอง กรรมวิธีทั้งสองนั้น ที่ระยะ 8 สัปดาห์หลังปลูกพืชนำ พบว่ามีอนินทรีย์ไนโตรเจนในดินสูงกว่าที่ระยะ 4 สัปดาห์หลังปลูกพืชนำ สอดคล้องกับอนินทรีย์ไนโตรเจนในดินที่ระดับความลึก 0-15 เซนติเมตร ที่ระดับความลึก 15-30 เซนติเมตร ทุกๆกรรมวิธีภายหลังการปลูกพืชนำมีค่าสูงกว่าอนินทรีย์ไนโตรเจนในดินก่อนการทดลอง กรรมวิธีข้าวไร่+ปุ๋ยและกรรมวิธีถั่วเหลืองมีค่าอนินทรีย์ไนโตรเจนในดินสูงที่สุดที่ 2 สัปดาห์หลังปลูกพืชนำ น้ำหนักแห้ง-ผลผลิตของพืชนำ กรรมวิธีควบคุมซึ่งปล่อยให้วัชพืชขึ้นตามธรรมชาติ วัชพืชมีน้ำหนักแห้ง 476.1 กิโลกรัมต่อไร่ กรรมวิธีข้าวไร่ซึ่งไม่ได้รับปุ๋ยเคมีนั้น มีน้ำหนักแห้งตอซัง-ฟางและเมล็ดเท่ากับ 473.4 และ 410.7 กิโลกรัมต่อไร่ตามลำดับ ในขณะที่กรรมวิธีข้าวไร่ซึ่งได้รับปุ๋ยเคมี ข้าวไร่มีน้ำหนักแห้งตอซัง-ฟางและน้ำหนักแห้งเมล็ดเท่ากับ 644.9 และ 458.7 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ กรรมวิธีถั่วเหลือง น้ำหนักแห้งต้นใบและฝักแห้งเท่ากับ 348.3 กิโลกรัมต่อไร่ โดยที่มีน้ำหนักแห้งเมล็ดเท่ากับ 180.0 กิโลกรัมต่อไร่ กรรมวิธีปอเทืองนั้นพบว่ามีน้ำหนักแห้งเพียง 105.3 กิโลกรัมต่อไร่ ข้อมูลดินหลังเก็บเกี่ยวพืชนำที่ระดับความลึก 0-15 เซนติเมตร พบว่า กรรมวิธีข้าวไร่มีอินทรียวัตถุสูงสุด แต่ไม่แตกต่างทางสถิติกับกรรมวิธีควบคุมและกรรมวิธีข้าวไร่ + ปุ๋ยเคมี ในขณะที่ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์สูงที่สุดในกรรมวิธีข้าวไร่ + ปุ๋ยเคมี แต่ไม่แตกต่างทางสถิติกับกรรมวิธีถั่วเหลือง ผลการทดลองพบว่าการปลูกข้าวไร่ซึ่งได้รับปุ๋ยเคมีนั้นส่งผลให้ดินมีความอินทรียวัตถุและฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์หลังเก็บเกี่ยวพืชนำไม่แตกต่างจากการปลูกถั่วเหลือง ข้าวไร่จึงเป็นพืชนำทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรสามารถใช้เป็นพืชนำก่อนปลูกอ้อยที่ให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและผลผลิตสำหรับบริโภคในครัวเรือน อย่างไรก็ตามหากเกษตรกรไม่มีความพร้อมดังกล่าวการปล่อยให้วัชพืชขึ้นคลุมแปลงนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งส่งผลให้ดินมีอินทรียวัตถุในดินไม่แตกต่างจากการปลูกข้าวไร่และถั่วเหลือง อิทธิพลของการปลูกพืชนำที่แตกต่างกันนั้นควรที่จะดำเนินการศึกษาถึงผลของการไถกลบเศษซากพืชแต่ละชนิดต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของอ้อยที่ปลูกตามต่อไป