กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
วัตถุประสงค์ของการศึกษาในปีที่ 1 เพื่อประเมินความเป็นพิษของอะลูมินัมและการขาดฟอสฟอรัสของดินที่ใช้ปลูกชาน้ำมันในพื้นที่ของมูลนิธิชัยพัฒนา บ้านปางมะหัน ตำบลเทอดไท อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ผลการศึกษาพบว่า อะลูมินัมในดินอยู่ในระดับที่ไม่เป็นพิษต่อพืช และเมื่อวิเคราะห์ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ พบว่า ดินบนมีปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ที่ระดับสูงมาก ซึ่งปฏิเสธสมมุติฐานที่วางไว้ทั้งหมด แม้ผลการวิเคราะห์ดินแสดงให้เห็นว่าดินไม่มีปัญหา แต่ชาน้ำมันแสดงอาการขาดธาตุอาหารอย่างชัดเจน อีกทั้งมีสภาพต้นที่โทรม และไม่ให้ผลผลิต หรือหากให้ผลผลิตก็อยู่ในระดับที่ต่ำมาก จากการสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดลองในปีที่ 1 พบว่า การปลูกชาน้ำมันบนพื้นที่ดินเสื่อมโทรม เกษตรกรใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น โดยใส่ปุ๋ยต่อเนื่องเป็นเวลานาน ดินมีพัฒนาการสูง และเป็นดินเสื่อมโทรมที่เกิดจากการทำไร่เลื่อนลอยติดต่อกันเป็นเวลานาน แม้ว่าเกษตรกรจะใส่ปุ๋ยมากเพียงไร พืชก็ไม่สามารถดูดใช้ได้ นำผลการวิเคราะห์ดินที่ได้ในปีที่ 1 วางแผนการจัดการธาตุอาหารพืชในปีที่ 2 และ 3 ในกรณีนี้ เลือกกรรมวิธีที่ไม่มีต้นทุน ใช้วัสดุที่หาได้ในพื้นที่ห่างไกล จึงเลือกใช้หน่อกล้วย และพริกมาใช้ในการทำน้ำหมัก ผลการศึกษาของปีที่ 2 และ 3 แสดงให้เห็นว่า การใช้น้ำหมักกล้วยด้วยสารเร่ง ซุเปอร์ พด. 2 ร่วมกับ น้ำหมักพริกด้วยสารเร่ง ซุเปอร์ พด. 7 ปริมาตร 600 มิลลิลิตรต่อสัปดาห์ (กรรมวิธีที่ 4) ทำให้ผลผลิตของชาน้ำมันเพิ่มขึ้นจากกรรมวิธีควบคุม (กรรมวิธีที่ 1: น้ำเปล่า ปริมาตร 600 มิลลิลิตรต่อสัปดาห์) มากกว่า 2 เท่า การปฏิบัติที่ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ ส่งผลให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรเป็นไปได้โดยง่าย เมื่อผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดรายได้ที่มากขึ้น สร้างแรงจูงใจในการปรับปรุงดิน เกษตรกรยอมรับเทคโนโลยีและปฏิบัติตาม
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 5 — 5. Key elements demonstrated in relevant environments
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 4 — 4. problem validated through pilot testing in relevant environment to substantiate proposed impact and societal readiness