การพัฒนาถังขยะมูลฝอยติดเชื้อในห้องน้ำอาคารสาธารณะ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
เชื้อ COVID-19 หรือเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 สามารถแพร่กระจายได้ทั้งทางฝอยละออง เช่น การไอจาม การสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ การสัมผัสเชื้อตามพื้นผิวของสิ่งของต่าง ๆ โดยสารคัดหลั่งนี้อาจปะปนไปกับขยะ โดยเฉพาะขยะประเภทกระดาษชำระ ทำให้ห้องน้ำอาคารสาธารณะซึ่งมีผู้ใช้งานจำนวนมากเป็นจุดเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแพร่กระจายเชื้อโรค ซึ่งการจัดการขยะภายในห้องน้ำอาคารสาธารณะในปัจจุบันยังคงเป็นการบริหารจัดการแบบขยะทั่วไป ดังนั้นเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ขยะเหล่านั้นจึงเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อโรคได้หากมีสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยปนเปื้อนอยู่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างต้นแบบถังขยะมูลฝอยติดเชื้อในพื้นที่ห้องน้ำอาคารสาธารณะให้สามารถทำลายเชื้อที่อาจปนเปื้อนมากับขยะ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดโรคติดต่อ โดยทำการสำรวจอาคารห้างสรรพสินค้าเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น และทำการออกแบบต้นแบบถังขยะโดยบูรณาการความรู้ด้านการออกแบบร่วมกับหลักการทำลายเชื้อขยะที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งให้กลายเป็นขยะทั่วไปก่อนการนำไปจัดการตามขั้นตอนปกติ รองรับเฉพาะขยะกระดาษชำระภายในห้องสุขาปริมาณสูงสุด 47 กรัมต่อรอบการทำงานของถัง โดยส่วนประกอบถังขยะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือถังชั้นบนสุดเป็นชั้นสำหรับทิ้งขยะที่ลดการสัมผัสโดยใช้ฝาถังที่เปิดปิดอัตโนมัติ ถังชั้นกลางเป็นชั้นที่รวบรวมขยะและทำการพ่นน้ำยาทำลายเชื้อให้ทั่วถึงพื้นที่ผิวขยะทั้งหมด โดยใช้สารประกอบโซเดียมไฮโปคลอไรท์ 0.1% หรือน้ำยาฟอกขาวความเข้มข้น 1000 ppm ผ่านหัวพ่นหมอกจำนวน 2 ตำแหน่ง ซึ่งวัสดุเป็นทองเหลืองมีอัตราการไหล 7 ลิตรต่อชั่วโมง สามารถปรับระยะการกระจายได้ที่ 0.5-0.9 เมตร สามารถพ่นกระจายน้ำยาได้ทั่วถึงภายในระยะเวลา 45 วินาที แล้วกักขยะส่วนนี้ไว้อีก 15 นาที เพื่อประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อแล้วจึงนำส่งขยะไปยังถังชั้นล่างสุดซึ่งออกแบบเป็นลักษณะลิ้นชักสำหรับให้เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดเปิดจัดเก็บขยะที่ปลอดภัยแล้วไปจัดการตามขั้นตอนปกติของอาคาร และผลิตต้นแบบเพื่อประเมินผลการใช้งาน โดยเจ้าหน้าที่บริหารจัดการอาคารให้ความเห็นว่านวัตกรรมนี้มีความจำเป็นอย่างมาก หากอาคารที่บริหารจัดการอยู่มีการใช้งานจะสร้างความน่าเชื่อถือต่อผู้ใช้บริการอาคารอย่างมาก โดยปัจจัยที่จะใช้พิจารณาในการเลือกจัดทำมาตรการนี้ลำดับแรกคือต้องสามารถวัดผลได้ว่ามีประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อโรคได้จริง และทดลองใช้งานเพื่อประเมินสำหรับบุคคลทั่วไป พบว่าความพึงพอใจเฉลี่ยในด้านการใช้งาน ความสวยงาม การรับรู้ถึงประโยชน์ของการใช้งาน และการตัดสินใจซื้ออยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ผลการทดสอบประสิทธิภาพการทำลายเชื้อโดยถังขยะต้นแบบพบว่าสามารถกำจัดเชื้อ E. Coli ได้ทั้งหมด แต่ยังไม่สามารถกำจัดเชื้อ B. subtilis ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งต้องทำการทดสอบชนิดน้ำยาใหม่ พร้อมระยะเวลาในการสัมผัสน้ำยาให้ครอบคลุมการทำลายเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคให้มากขึ้น ก่อนจะนำแนวคิดต้นแบบถังขยะฆ่าเชื้ออัตโนมัติจากงานวิจัยนี้ไปพัฒนาต่อยอดได้ในเชิงพาณิชย์