การใช้ประโยชน์จากเถ้าชานอ้อยในงานวิศวกรรมวัสดุก่อสร้าง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาสมบัติทางกายภาพและเคมีของเถ้าชานอ้อยจากแหล่งต่างๆ พบว่ามีค่า LOI ไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดโดย ASTM อย่างไรก็ตามข้อด้อยในเรื่องของสีดำ ทำให้การนำมาใช้ ประโยชน์ในวัสดุก่อสร้างมีข้อจำกัด สำหรับการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนในการผลิตปูนซีเมนต์ ค่า LOI และสีดำของเถ้าชานอ้อยไม่ได้เป็นอุปสรรค เมื่อนำเถ้าชานอ้อยมาแทนที่ทรายในคอนกรีต คอนกรีตมวลเบาอบไอน้ำ และทำการเทียบกับมาตรฐาน มอก. 1505-2541 ที่กำหนดกำลังอัดขั้นต่ำ ของคอนรีตมวลเบาอบไอน้ำ เท่ากับ 10 MPa ผลการทดลองพบว่าการแทนที่ทรายด้วยเถ้าชานอ้อย ร้อยละ 10 ใช้อุณหภูมิในการอบไอน้ำ 140 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 ชั่วโมง ให้ค่ากำลังอัดเทียบเท่า ตัวอย่างควบคุม (ไม่มีการแทนที่ทรายด้วยเถ้าชานอ้อย ที่ต้องใช้อุณภูมิในการอบไอน้ำถึง 180 องศา เซลเชียส เป็นเวลา 8 ชั่วโมง ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เกิดจากขั้นตอนการบดและอบ ไอน้ำรวมกันได้ถึงร้อยละ 65.54 สำหรับการแทนที่ดินลูกรังด้วยเถ้าชานอ้อยในบล็อกประสาน พบว่า บล็อคประสานชนิดไม่รับน้ำหนัก ที่สามารถใช้ในงานก่อสร้างได้นั้น (กำลังรับแรงอัดที่มีค่ามากกว่า 25 MPa และค่การดูดซึมน้ำที่ 123.41 - 210.45 kg/m) มีอัตราส่วนการแทนที่ดินลูกรังด้วยเถ้าชาน อ้อยสูงสุดเท่ากับร้อยละ 15 โดยน้ำหนัก ที่อัตราส่วนปูนชีเมนต์ต่อดินลูกรังเท่ากับ 1:3 และ 1:5 โดย ที่ส่วนผสมดังกล่าวช่วยลดต้นทุนในการผลิตบล็อคประสานได้ประมาณร้อยละ 20 - 30 ในขณะที่ การศึกษาสมบัติของปูนเม็ดและปูนซีเมนต์ที่ได้จากกระบวนการเผาร่วมกับเถ้าชานอ้อย พบว่าการนำ เถ้าชานน้อยไปใช้ในการเผาร่วมของกระบวนการผลิตซีเมนต์ร้อยละ 0.5 ถึง 1.0 ที่อุณหภูมิ 1,350- 1,450 องศาเซลเซียส ให้ผลการรับกำลังอัดของมอร์ต้าผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.15 เล่ม 1-2547 (ไม่น้อยกว่า 28 MPa)