กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การบริหารจัดการน้ำนับเป็นปัญหาสำคัญและเป็นวาระเร่งด่วนของชาติ โดยเฉพาะปัญหาน้ำแล้งที่ เกิดขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ งานวิจัยนี้เป็นโครงการวิจัยภายใต้แผนงานวิจัยเรื่อง "การบูรณาการวิธี ตรวจสอบเสถียรภาพแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำ" โดยใช้กรณีศึกษาจาก เขื่อนกระเสียว จังหวัด สุพรรณบุรี เขื่อนกระเสียว เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2509 เป็นเขื่อนดินกักเก็บน้ำสร้างกั้นลำห้วยกระเสียว ยาว 4,250 เมตร สูง 32.5 เมตร ความกว้างที่สันเขื่อน 8 เมตร พื้นที่ผิวน้ำ 35 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำ ที่สามารถเก็บกักน้ำได้สูงสุด 240 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ระดับ 87.00 เมตร รทก. ปริมาตรสูงสุด 390 ล้าน ลูกบาศก์เมตร ที่ระดับ +90.64 เมตร รทก. พื้นที่รับประโยชน์ 350,000 ไร่ มีลักษณะทางธรณีวิทยาเป็น ภูเขา (mountainous landform) มีแกนสันเขื่อนด้านทิศตะวันออกเป็นหินปูนยุคออร์โดวิเซียนทางด้าน ตะวันตกเป็นหินทราย-หินควอร์ตไชต์ยุคไชลูเรียน-ดีโวเนียน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นต้นกำเนิดของตะกอนที่สะสม ตัวในบริเวณที่ราบลุ่มบริเวณพื้นที่ของเขื่อนกระเสียว การสำรวจภาคสนามได้เริ่มจากการทำเครื่องหมายจุดที่จะใข้วัดค่าโดยมีระยะห่างระหว่างจุด ทุกๆ 5 เมตร ตลอดแนวการสำรวจและมีจุดกำเนิดคลิ่นทุกๆ 25 เมตร เพื่อลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพใน การสำรวจ ในการศึกษาครั้งนี้ได้ทำการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับคลื่นสั่นสะเทือนเข้ากับสายเคเบิลรวมกันเป็น ชุดสาย land streamer แล้วติดตั้งเข้ากับรถยนต์ ในระหว่างการวัดผลจะทำการตรวจสอบคำสัญญาณ รบกวนที่เกิดจาก ลม การสันสะเทือนและสาเหตุอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย ผลการสำรวจด้วยคลื่นผิวที่ได้จากการประมวลผลด้วยโปรแกรม Seisimager (www.geometrics.com) พบว่าในขั้นตอนแรกเป็นการรวมข้อมูลพิกัดการสำรวจเข้ากับข้อมูลคลื่นที่ บันทึกที่ได้รับการแปลงแล้ว (Navigation and geometry update) จากผลการสำรวจด้วยคลื่น MASW พบว่าโครงสร้างทางธรณีวิทยาและโครงสร้างของเขื่อนอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยเนื่องจากมี ความเร็วคลื่นเฉือน อยู่ระหว่าง 50-900 เมตร/วินาที สามารถจำแนกได้เป็น 5 กลุ่ม คือ กลุ่ม B, C, D, E และ กลุ่ม F ผลการ ทดสอบแสดงให้เห็นถึงจุดที่มีความเสี่ยงของการรั่วซึมซึ่งมีความเร็วคลื่นต่ำกว่า 180 เมตร/วินาที คือกลุ่ม F ที่ต้องคอยตรวจสอบ เฝ้าระวัง และกำหนดแผนการบำรุงรักษาได้อย่างถูกต้อง