การบูรณาการวิธีตรวจสอบเสถียรภาพแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การบริหารจัดการนัฐกับเป็นปัญหาสำคัญและเป็นวาระเร่งด่วนของชาติ โดยเฉพาะปัญหานัฎแล้งที่ เกิดขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ งานวิจัยนี้เป็นโครงการวิจัยภายใต้แผนงานวิจัยเรื่อง "การบูรณาการวิธี ตรวจสอบเสถียรภาพแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ฎ" โดยใช้กรณีศึกษาจาก เขื่อนกระเสียว จังหวัด สุพรรณบุรี เขื่อนกระเสียว เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2509 เป็นเขื่อนดินกักเก็บนัฐสร้างกั้นลำหัวยกระเสียว ยาว 4,250 เมตร สูง 32.5 เมตร ความกว้างที่สันเขื่อน 8 เมตร พื้นที่ผิวนัฏ 35 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ฏ ที่สามารถเก็บกักนัฐได้สูงสุด 240 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ระดับ +87.00 เมตร รทก. ปริมาตรสูงสุด 390 ล้าน ลูกบาศก์เมตร ที่ระดับ +90.64 เมตร รทก. พื้นที่รับประโยชน์ 350,000 ไร่ มีลักษณะทางธรณีวิทยาเป็น ภูเขา (mountainous landform) มีแกนสันเขื่อนด้านทิศตะวันออกเป็นหินปูนยุคออร์โดวิเชียนทางด้าน ตะวันตกเป็นหินทราย-หินควอร์ตไซต์ยุคไชลเรียน-ดีโวเนียน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นต้นกำเนิดของตะกอนที่สะสม ตัวในบริเวณที่ราบลุ่มบริเวณพื้นที่ของเขื่อนกระเสียว งานวิจัยนี้เป็นการนำเสนธรูปแบการตำรวจทางธรมีวิทยาด้วยโนโนโลยีในในทั้นทั้งในช่วยขอบของ การบันทึกข้อมูลผลและการประมวลผลข้อมูล โดยเป็นการบูรณาการวิธีการสำรวจด้วยคลื่นหักเห คลื่น สะท้อน และคลื่นผิว และยังรวมถึงการสำรวจด้วยวิธีการทางไฟฟ้าอันประกอบด้วยการวัดค่าความต้านทาน ไฟฟ้าทางธรณีและการวัดค่าศักย์ไฟฟ้าธรรมชาติ การสำรวจจะเริ่มต้นด้วยการประสานงานกับทางโครงการ ส่งนัฐและบำรุงรักษา เขื่อนกระเสียว กรมชลประทาน เพื่อการขอความอนุเคราะห์ในการใช้พื้นที่บนสัน เขื่อน เพื่อการเก็บข้อมูลการสำรวจ ผลการศึกษาพบว่าค่าศักย์ไฟฟ้าธรรมชาติดอดแนวสันเขื่อน บางจุดมีค่าต่ถูกว่ามาตรฐานอันแสดง ให้เห็นถึงการรั่วซึมของนัฏในบางจุด ผลการสำรวจด้วยการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้า พบว่ามีช่วงค่าความ ต้านทานไฟฟ้าของชั้นดินอยู่ระหว่าง 1 ถึง 1,500 โอมห์เมตร ส่วนค่าความต้านทานไฟฟ้าที่สูงกว่า นั้นเป็น ผลจาก artifact ของระบบการประมวลผล จากผลการสำรวจสามารถจำแนกได้ถึงแนวการวางตัวของแนว หินฐาน โดยจะแสดงเป็นไว้ในช่วงที่มีคำความต้านทานไฟฟ้าสูงกว่า 175 โอห์ม-เมตร และพบว่าจุดที่อาจ เกิดการไหลซึมของน้าหรือจุดที่ควรใสใจเป็นกรณีพิเศษ คือในส่วนที่มีค่าความต้านทานไฟฟ้าต่ฎกว่า 3 โอห์ม-เมตร ผลการสำรวจด้วยคลื่นหักเหและคลื่นสะท้อนพบว่าลักษณะสันฐานทางธรณีวิทยาของเขื่อนมี การแบ่งออกเป็นส่วนที่เป็นวัสดุบดอัดแน่นและส่วนที่เป็นหินทึบ ซึ่งมีความเร็วคลื่นอยู่ระหว่าง 400-800 และ 900-1,000 เมตร/วินาที ตามลำดับ อย่างไรก็ตามผลข้อมูลการสำรวจในระดับลึกนั้นยังไม่ชัดเจน เนื่องจากข้อจำกัดด้านเครื่องมือ ตลอดจนสัญญานรบกวนจากรอบด้าน ทำให้ข้อมูลในระดับตื้นตื้นถูกบดบัง และยากต่อการกำจัดการศึกษาวิจัยนี้สามารถบอกได้ถึงความเร็วของชั้นวัสดุต่างๆ ของตัวเขื่อน อาทิเช่น วัสดุตัวเขื่อน ชั้นดิน/หินที่ได้รับการปรับปรุงด้วยวิธีการอัดฉีดนัปูน (grouthing) โดยเฉพาะวิธีการสำรวจด้วยเคลื่นผิว แบบหลายช่องสัญญาน (MASW) สามารถระบุตำแหน่งที่มีค่าความเร็วเฉือนของชั้นวัสดุตัวเขื่อนที่ต้อง ให้ความสนใจเป็นพิเศษ จากผลการสำรวจด้วยศักย์ไฟฟ้าธรรมชาติ การวัดค่าความต้านทานไฟฟ้า และการ สำรวจด้วยคลื่นผิวแบบหลายช่องสัญญาน พบตำแหน่งที่มีความผิดปกติในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกัน ดังนี้ ก) การสำรวจด้วยศักย์ไฟฟ้าธรรมชาติ พบความผิดปกติที่ระยะ 1+600 ถึง 1+1970 ข) วัดค่าความต้านทานไฟฟ้า พบความผิดปกติที่ระยะ 1+250 ถึง 1+660 ระดับความลึก 65 ม. รทก. ค) วิธีการสำรวจด้วยเคลื่นผิวแบบหลายช่องสัญญาน (MASW) พบความผิดปกติที่ระยะยะ 1+600 ถึง 1+970 ผู้ดำเนินแผนงานวิจัยคาดหวังว่าข้อมูลจากการศึกษาวิจัยนี้จะเกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง ซึ่งแสดงถึงลักษณะโครงสร้างทางธรณีวิทยา ธรณีสัญฐานของพื้นที่กรณีศึกษา เพื่อประโยชน์ใน การวางแผนบำรุงรักษา ตลอดจนการประชาสัมพันธ์สร้างความมั่นใจแก่ประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตนั้น การ ศึกษาวิจัยนี้ยังเป็นการนำเสนอรูปใหม่ของการตรวจสอบเขื่อนในประเทศ ซึ่งสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ สาธารณะ และนิสิตนักศึกษาจะได้นำองค์ความรู้ไปใช้ใช้ให้เกิดประโยชน์น์ต่อสังคม ตามเจตนารมณ์ยุทธศาสตร์ การวิจัยของชาติ