กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
โครงงานวิจัยนี้มุ่งศึกษาสมบัติของมอร์ต้าร์ผสมเถ้าปาล์มน้ำมัน ซึ่งประกอบด้วย กำลังอัด การสูญเสียกำลังอัด การสูญเสียน้ำหนัก การขยายตัว และความต้านทานคลอไรด์ของมอร์ต้าร์ที่สัมผัสสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดบริเวณพื้นที่พรุในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เถ้าปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มมาใช้แทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์บางส่วนในส่วนผสมของมอร์ต้าร์ โดยนำเถ้าปาล์มน้ำมันบดละเอียดแทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ในอัตราส่วนร้อยละ 25 35 50 และ 65 โดยน้ำหนักวัสดุประสาน ผลการศึกษาพบว่าการใช้เถ้าปาล์มน้ำมันบดละเอียดส่งผลให้การพัฒนากำลังอัดของมอร์ต้าร์ที่สัมผัสสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดในพื้นที่พรุมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เถ้าปาล์มน้ำมันบดละเอียดแทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ในอัตราส่วนร้อยละ 35 ของน้ำหนักวัสดุประสาน สามารถพัฒนากำลังอัดให้มีค่าสูงขึ้น เมื่อพิจารณาด้านความทนทานของมอร์ต้าร์ที่สัมผัสสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดในพื้นที่พรุ พบว่าการใช้เถ้าปาล์มน้ำมันบดละเอียดแทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ในอัตราส่วนไม่เกินร้อยละ 35 โดยน้ำหนักวัสดุประสาน สามารถช่วยลดการสูญเสียกำลังอัดและสูญเสียน้ำหนักของมอร์ต้าร์ได้ นอกจากนี้การใช้เถ้าปาล์มน้ำมันบดละเอียดแทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ไม่เกินร้อยละ 65 โดยน้ำหนักวัสดุประสาน สามารถช่วยลดการขยายตัวของมอร์ต้าร์และลดการเกิดสนิมของเหล็กเนื่องจากคลอไรด์ในมอร์ต้าร์ได้ และให้ผลที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับมอร์ต้าร์ควบคุม ดังนั้น การใช้เถ้าปาล์มน้ำมันบดละเอียดแทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ในอัตราส่วนไม่เกินร้อยละ 35 โดยน้ำหนักวัสดุประสาน เป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมที่จะสามารถช่วยพัฒนาสมบัติด้านกำลังอัดของมอร์ต้าร์ให้สูงขึ้น และสามารถช่วยเพิ่มสมบัติด้านความทนทานของมอร์ต้าร์สัมผัสสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดในพื้นที่พรุได้ อย่างไรก็ตาม การวิจัยในครั้งนี้ได้ศึกษาเฉพาะผลกระทบสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดในพื้นที่พรุมีต่อสมบัติของมอร์ต้าร์ที่ระยะเวลา 180 วัน ซึ่งอาจจะเห็นผลกระทบที่มีต่อสมบัติของมอร์ต้าร์ที่ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ดังนั้นควรที่จะมีการศึกษาผลกระทบสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดในพื้นที่พรุที่ระยะเวลาที่นานขึ้น เช่น 1 ปี 5 ปี เป็นต้น
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 4 — 4. Key elements demonstrated in laboratory environments
มีการพิสูจน์และผลการทดสอบรองรับ เพื่อหาคำตอบของสมมติฐานที่ตั้งไว้ทั้งในห้องปฏิบัติการและภาคสนาม
มีการพิจารณาทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และหลักการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อหาแนวทางพิสูจน์สมมติฐานที่ตั้งไว้
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 3 — 3. initial testing of proposed solution(s) together with relevant stakeholders
ผู้ที่อยู่ในพื้นที่สามารถนำนวัตกรรมจากงานวิจัยไปใช้เพื่อแกไขปัญหาที่มีอยู่เดิม
เป็นงานวิจัยต้นแบบสำหรับประยุกต์ใช้นวัตกรรมจากงานวิจัยในพื้นที่