Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2558

การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในประเพณีออกหว่า อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

กันทนา ใจสุวรรณ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม พ.ศ. 2558

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การศึกษาเชิงคุณภาพนี้ เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในประเพณีออกหว่า อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีวัตถุประสงค์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้จากการเลือกแบบเจาะจงจากกลุ่มผู้นำท้องถิ่น และกลุ่มประชาชนทั่วไป เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า ประเพณีออกหว่า คือ ประเพณีออกพรรษาของไทยในพุทธศาสนา ชื่อ ออกหว่า ได้รับอิทธิพลจากภาษาไทยใหญ่ คำว่า “หว่า” มาจากคำว่า “วสา” หรือ “วสันต์” แปลว่าฤดูฝน ออกหว่า คือ การออกจากฤดูฝนซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับ ออกพรรษา การใช้ชื่อประเพณีออกหว่าเริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา ทั้งนี้เพื่อสร้างจุดขายด้านการท่องเที่ยวเนื่องด้วยประเพณีออกว่าที่มีความโดดเด่นทางวัฒนธรรมและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่หาดูที่ไหนไม่ได้ในประเทศไทย ประเพณีออกหว่าเกิดจากความเชื่อและความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อถึงวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ชาวอำเภอแม่สะเรียง จะร่วมใจกันจัดทำราชวัติ และซุ้มราชวัติ ที่ประดับประดาด้วย ต้นกล้วย ต้นอ้อย ประทีปโคมไฟ ตุงจ่อง (ตุงไส้หมู) ไม้เกี๊ยะ จุดให้ความสว่างไสวในเวลากลางคืนจนถึงรุ่งเช้า ประหนึ่งว่าเป็นการต้อนรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้เสด็จนิวัติโลกมนุษย์ในวันออกพรรษาเหมือนในอดีตกาล พร้อมกันนี้ได้จัดให้มีพิธีทำบุญตักบาตรในเวลาตีสี่ถึง ๓ วัน ซึ่งสอดรับกับซุ้มราชวัติที่ได้จัดทำขึ้น ชาวอำเภอแม่สะเรียงเชื่อว่าการทำบุญตักบาตรเป็นกุศลอันแรงกล้า และสร้างความเป็นสิริมลคลให้กับตนเองและครอบครัว และในวันแรม ๑ ค่ำมีการจัดขบวนแห่เทียนเหง หรือการแห่เทียนพันเล่ม ในขบวนจะประกอบด้วย ต้นโคม ต้นเกี๊ยะขนาดใหญ่ พร้อมกับขบวนหญิงชายที่แต่งกายในชุดชนเผ่าถือพานสิ่งของเครื่องไทยทาน อาทิเช่น ต้นผึ้ง หมากเบ็ง ต่อมก๊อม กรวยดอกไม้ ๑,๐๐๐ กรวย ธูปเทียน ๑,๐๐๐ เล่ม ในขบวนแห่ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน คือ การรำนก (รำกิ่งกะหร่า หรือ กินนรี) การรำโต แสดงท่าทางการเต้นที่รื่นเริงสนุกสนาน ตามความเชื่อที่จำลองมาจากอากัพกิริยาของสัตว์ป่าหิมพานต์ ที่ออกมาแสดงความยินดีต้อนรับพระพุทธเจ้า พร้อมกับการตีกลองมองเซิง และกลองก้นยาว ประโคมกันอย่างสนุกสนาน การศึกษาในครั้งนี้ทำให้ทราบว่าประเพณีออกหว่าเสื่อมถอยลง เห็นได้ชัดจากกิจกรรมบางกิจกรรมหายไป เช่น ประเพณีต๋ามเตียน (จุดเทียนที่วัด) และการเข้ามามีส่วนร่วมของคนในชุมชนลดน้อยลง จากการที่ประชาชนจัดทำราชวัติน้อยลงกว่าในอดีต ซึ่งเกิดมาจากสาเหตุดังนี้ คือ ๑) การเปลี่ยนแปลงทางสังคม คนดั้งเดิมในท้องถิ่นลดน้อยถอยลง วัฒนธรรมใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่ ๒) สภาวะเศรษฐกิจทำให้คนร่วมกิจกรรมน้อยลง ๓) ทัศนคติความเชื่อในพระพุทธศาสนาของคนปัจจุบันน้อยกว่าคนในอดีต ๔) การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทำให้ขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบาย ๕) การเข้ามาส่งเสริมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เน้นความบันเทิงมากกว่ารากเง้าประเพณี ๖) การถ่ายทอดวัฒนธรรมผ่านสถาบันครอบครัว ชุมชน ทำได้อยาก ผู้มีความรู้ทางวัฒนธรรม มีเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆในสังคม และ ๗) เยาวชนไม่ให้ความสนใจในประเพณีและขาดโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมอย่างแท้จริง จากปัญหาดังกล่าวได้วิเคราะห์แนวทางการดำรงไว้ซึ่งประเพณีออกหว่าได้ดังนี้คือ ๑) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา ศิลปะ วัฒนธรรม จารีต ประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นรองรับ ๒) ผู้นำท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น ๓) องค์ความรู้ด้านวัฒนธรรม ประเพณีออกหว่าควรได้รับการฟื้นฟูและถ่ายทอดสู่เยาวชน ๔) พัฒนารูปแบบการจัดงานประเพณีออกหว่าที่เหมาะสมสอดคล้องกับรากเง้าของประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ๕) สร้างกลไกการมีส่วนร่วมจากประชาชนและทุกภาคส่วน จากผลการศึกษาในครั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรนำแนวทางการดำรงไว้ซึ่งประเพณีออกหว่าที่ได้จากการศึกษานี้ไปพัฒนาประเพณีออกหว่าให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน

คำสำคัญ

ส่วนร่วมประเพณีออกหว่า

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การเสริมสร้างสมรรถนะเพื่อการเรียนรู้ของสังคมโดยใช้หลักพุทธธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานของชุมชนในเขตเทศบาลตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์

ไพวรรณ วรปรีดา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ พ.ศ. 2559

การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พุทธศาสนาโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชน

มานิต บุญสนิท โรงเรียนบ้านศาลาน้ำ พ.ศ. 2552

การศึกษากระบวนการเรียนรู้การสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านศิลปวัฒนธรรม ความเชื่อ และการนำไปใช้ประโยชน์ของประชาชนในชุมชนจังหวัดสมุทรปราการ

มงคล พรสิริภักดี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี พ.ศ. 2559

การส่งเสริมการตระหนักเรียนรู้ในวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในจังหวัดเพชรบูรณ์ กรณีศึกษา หอภูมิปัญญาและวิถีชาวบ้านเพชรบูรณ์

ชาญชัย สุขสกุล มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2560

การบริหารการวิจัยเชิงพุทธของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

บุบผา อนันต์สุชาติกุล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2560

การพัฒนาคนในชุมชนชาวพุทธในยุคปัจจุบัน

พระมหามงคลกานต์ กลางพนม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2563

แนวทางการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสมุนไพรโดยใช้กระบวนการ มีส่วนร่วมของชุมชน : กรณีศึกษาคนไทยเชื้อสายชองจังหวัดจันทบุรี

เชษฐ์ณรัช อรชุน มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี พ.ศ. 2558

การเสริมพลังชุมชนทางวัฒนธรรม กรณีศึกษาศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช วัดพระธาตุดอยสะเก็ด

พระโพธิรังษี พระโพธิรังษี กรมส่งเสริมวัฒนธรรม พ.ศ. 2556

กระบวนการสร้างเครือข่ายชุมชน เพื่อพัฒนาผู้เรียน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักพุทธบริหารการศึกษา

Sin Ngamprakhon มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2561

การมีส่วนร่วมของชุมชนในการนำแหล่งเรียนรู้ในชุมชนมาใช้ เพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ

นงเยาว์ อุทุมพร มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี พ.ศ. 2559