การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมด้านโภชนาการในชุมชน โดยกระบวนการมีส่วนร่วม ในพื้นที่เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยเรื่อง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อส่งเสริมด้านโภชนาการใน ชุมชน โดยกระบวนการมีส่วนรวม ในพื้นที่เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา อำเภอแม่แตง จังหวัด เชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อศึกษาบริบทด้านโภชนาการในชุมชน เพื่อสร้างระบสารสนเทศ ส่งเสริมโภชนาการในชุมชน และเพื่อประเมินความพึงพอใจของระบบสารสนเทศส่งเสริมโภชนาการ ในชุมชน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างประชากรที่ศึกษาเพื่อสอบถามด้าน โภชนาการในชุมชน โดยการสุ่มตัวอย่างชาวบ้านในชุมชนของตำบลช่อแลมีทั้งหมด 1,492 หลังคา เรือน โดยแบ่งเป็น 6 หมู่บ้าน ตามการกำหนดกลุ่มตัวอย่างของทาโร ยามาเน ระดับความเชื่อมั่น 95% ความคลาดเคลื่อน (+,-) 5% ได้กลุ่มตัวอย่าง 314 ครัวเรือน และกลุ่มตัวแทนชุมขนสำหรับ ทดสอบระบบ ได้แก่ ครู นักเรียนโรงเรียนชุมชนวัดช่อแล ซึ่งได้มาจากวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 31 คน และนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่ศึกษารายวิชาการโปรแกรมบนเวิลด์ไวด์เว็บ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ ซึ่งได้มาจากวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 33 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม การจัดเวที ประเมินการใช้ระบบด้วยแบบสอบถาม แบบทดสอบ ก่อนเรียน แบบฝึกหัด และแบบทดสอบหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ความถี่ ร้อยละ เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าคะแนความรู้ด้วยการทดสอบค่า t-test ประเมินประสิทธิผล ทางการเรียนของผู้เรียนด้วยการทดสอบค่า t-score ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า ด้านโรคประจำตัวในชุมซุนเป็นโรคความตันโลหิตสูงมากที่สุด รองลงมาเป็นโรคเบาหวาน ในด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ยังบริโภคประเภทที่มีไขมันสูง อาหาร ประมภทปิ้ง ย่าง รมหวัน และมีพฤติกรรมกรดื่มน้ำชา กาแฟ และน้ำอัตสมอยู่ แลมอยู่ และพบว่าราม สารสนเทศเพื่อส่งเสริมด้านโภชนาการในชุมชนที่พัฒนาขึ้นมีมีมีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.36/81.88 ซึ่ง สูงกว่าสมมุติฐานที่ตั้งไว้ที่ 80/80 และจากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า ผู้เรียนมี คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติติที่ระดับ .05 และ จากการหาค่าประสิทธิผลทางการเรียนรู้หลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 33.49 สรุปได้ ว่าระบบสารสนเทศส่งเสริมด้านโภชนาการในชุมชนที่พัฒนาขึ้น สามารถนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายได้ อย่างมีประสิทธิภาพ