การจัดการข้อมูลการวัดและประเมินผลการทดสอบ O-NET ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ข้อมูลปี 2553 และ 2556 ในเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ อุทัยธานี และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
O-NET ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ข้อมูลปี 2553 และ 2556 ในเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ อุทัยธานี และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาทการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์วิธีการจัดการข้อมูลผลการทดสอบ O-NET จากโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ อุทัยธานี และโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาทของนักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ข้อมูล ปี 2553 และ 2556 2) เพื่อวิเคราะห์ผลการทดสอบ O-NET จุดอ่อนและจุดที่ต้องพัฒนาของนักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำแนกตามกลุ่มสาระ และเขตพื้นที่ และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาผลสมัฤทธิ์ทางการเรียน และผลการทดสอบ O-NET ในระดับโรงเรียน และระดับเขตพื้นที่การศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลจากโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างทั้ง 7 เขตพื้นที่ ได้แก่ เขตพื้นที่ประถมศึกษานครสวรรค์ 3 เขต จำนวน 153 โรง เขตพื้นที่ประถมศึกษาอุทัยธานี 2 เขต จำนวน 52 โรง เขตพื้นที่ประถมศึกษาชัยนาท จำนวน 48 โรง และเขตพื้นที่มัธยมศึกษาที่ 42 จำนวน 17 โรง รวมทั้งสิ้น 285 โรง ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงเรียนมีการจัดการข้อมูลการวัด และประเมินผลการทดสอบ O-NET ด้านการนำผลการประเมินไปใช้วางแผนในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอยู่ในระดับมากที่สุด 2) คะแนนเฉลี่ย O-NET ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงสุดคือวิชาสุขศึกษา และพลศึกษา ต่ำสุดคือวิชาภาษาอังกฤษซึ่งเป็นจุดที่ควรพัฒนาเร่งด่วน และ 3) โรงเรียนมีแนวทางในการพัฒนาผลสมัฤทธิ์ทางการเรยีน และผลการทดสอบ O-NET ไม่แตกต่างกันโดยรงเรียนได้รับนโยบายจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้กำหนดแผนพัฒนาผลสมัฤทธิ์ทางการเรยีน และคะแนนการทดสอบ O-NET ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็กมีการปรับกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนโดยการจัดให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมร่วมกับโรงเรียนที่มีความพร้อมหรือโรงเรยีนมธัยมในพื้นที่โรงเรยีนขนาดกลางมีการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาผลการทดสอบ และมีคณะกรรมการติดตามอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนขนาดใหญ่ มีการวิเคราะห์เนื้อหาที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับการทดสอบระดับชาติ และใช้เทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน โดยโรงเรียนส่วนใหญ่มีโครงการสอนเสริมหรือการติวข้อสอบให้กับนักเรียนก่อนมีการทดสอบ O-NET โดยมีการติวโดยครูประจำกลุ่มสาระการเรียนรู้ ครูที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษในสาขาต่าง ๆ และมีรูปแบบการรวมกลุ่มโรงเรียนเพื่อร่วมกันในลักษณะการเข้าค่ายวิชาการ