การพัฒนาและเปรียบเทียบชุดอุปกรณ์แลดเดอร์อัตโนมัติกับอุปกรณ์ดั้งเดิมโดยคนจับเวลา เพื่อฝึกความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไว
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ชุดโครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดอุปกรณ์แลดเดอร์อัตโนมัติสำหรับฝึกความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไวสำหรับนักกีฬา เยาวชน หรือผู้ที่สนใจและเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงานระหว่างชุดอุปกรณ์แลดเดอร์อัตโนมัติกับบันไดฝึกดั้งเดิมโดยคนจับเวลา ในการพัฒนาชุดอุปกรณ์แลดเดอร์อัตโนมัตินั้นแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ ระยะแรกศึกษาลักษณะบันไดและรูปแบบการฝึกแบบดั้งเดิม จากนั้นออกแบบและสร้างแลดเดอร์อัตโนมัติ (ความเชื่อมั่นของชุดอุปกรณ์ประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิควิธีการ จำนวน 3 ท่าน) รวมถึงโปรแกรมการฝึกท่าพื้นฐาน 5 ท่า (ความเชื่อมั่นโปรแกรมฝึกประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านพลศึกษาหรือผู้ฝึกสอน จำนวน 3 ท่าน) ผลการพัฒนาชุดอุปกรณ์แลดเดอร์อัตโนมัติในการตรวจจับความถูกต้องในการใช้บันไดฝึกความเร็วนั้น ผู้วิจัยได้ใช้ Skeletal Feed จากทั้ง Kinect for Windows และ Kinect for Windows V2 แล้วแต่ไม่เพียงพอ จึงต้องใช้เซนเซอร์ภาพ RGB ทำให้ผลการทดลองโปรแกรมสามารถตรวจจับเวลาได้อย่างแม่นยำ ที่ความเร็งสูงสุดซึ่งกล้องจับภาพได้คือ 1/30 วินาที หรือประมาณ 0.033 วินาที ซึ่งเป็นเวลาที่ยอมรับได้ มีความถูกต้องและการทดสอบจากผลสัมฤทธิ์ของภาพ ในการบันทึกข้อมูลหากใช้กล้องที่ภาพมีความถี่สูงจะส่งผลให้ความละเอียดในการจับเวลาสูงขึ้นเช่นกัน การพัฒนาระยะสุดท้ายเป็นการประเมินชุดอุปกรณ์แลดเดอร์อัตโนมัติ เพื่อเปรียบเทียบการฝึกทั้ง 3 รูปแบบ โดยนำแลดเดอร์อัตโนมัติฝึกกับเยาวชนไทยทั่วประเทศ จำนวน 400 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ฝึกผสมผสานร่วมกับฝึกด้วยแลดเดอร์อัตโนมัติ กลุ่มที่ 2 ฝึกด้วยแลดเดอร์อัตโนมัติเพียงอย่างเดียว และกลุ่มสุดท้ายไม่ได้ฝึกกิจกรรมใดเลย โดยกลุ่มที่ 1 และ 2 ต้องฝึกทุกวัน วันละ 30 นาที เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ผลการประเมินศักยภาพของชุดอุปกรณ์แลดเดอร์อัตโนมัติโดยเปรียบเทียบผลการฝึกก่อนและหลังด้วยแลดเดอร์อัตโนมัติ จากการทดสอบความแคล่วคล่องว่องไว โดยวิ่งซิกแซกระยะ 8 เมตร ของกลุ่มทดลองที่ 2 ฝึกด้วยแลดเดอร์อัตโนมัติเพียงอย่างเดียว (จาก 5.54 ? 1.79 เป็น 5.38 ? 1.18) แสดงให้เห็นว่าความแคล่วคล่องว่องไวของกลุ่มทดลองที่ 2 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้นการฝึกด้วยชุดอุปกรณ์แลดเดอร์อัตโนมัติ ส่งผลต่อทักษะการเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ (Locomotor Movement) ของเยาวชนไทยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ได้ประเมินผลชุดอุปกรณ์แลดเดอร์อัตโนมัติโดยนำไปทดสอบกับนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย จำนวน 24 คน ผลการทดสอบแสดงค่าเฉลี่ย และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ได้ผลดังนี้ ท่าที่ 1 เท่ากับ 1.80 0.26 ท่าที่ 2 เท่ากับ 4.53 0.88 ท่าที่ 3 เท่ากับ 2.49 0.29 ท่าที่ 4 เท่ากับ 3.95 0.54 และท่าที่ 5 เท่ากับ 4.07 0.61 ซึ่งผลการทดสอบสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนานักกีฬาต่อไป