การสกัดและการประเมินใยอาหารที่ได้จากกากมันสำปะหลังและกากมันเอทานอลเป็นสารเสริมสำหรับไก่เนื้อและไก่ไข่
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะการสกัดและการดัดแปลงใยอาหารจากกากมันสำปะหลัง และกากมันเอทานอลให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม การประเมินผลของการเสริมใยอาหารดัดแปลงในอาหารไก่เนื้อและไก่ไข่ การทดลองที่ 1 ศึกษาสภาวะการสกัดและการดัดแปลงใยอาหารจากกากมันสำปะหลัง และกากมันเอทานอล โดยศึกษาสภาวะการสกัดใยอาหารใช้สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (2, 4, 6 และ 8%) และประเมินองค์ประกอบของใยอาหารที่สกัดได้โดยใช้ฟูเรียร์ทรานส์ฟอร์มอินฟราเรด (Fourier Transform Infrared; FTIR) ผลการศึกษาพบว่าสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดใยอาหารจากกากมันสำปะหลัง และกากมันเอทานอลคือการใช้สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่ความเข้มข้น 6% และ 4% ตามลำดับ โดยสภาวะดังกล่าวสามารถสกัดปริมาณใยอาหารทั้งหมด และใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำได้ผลผลิตสูงสุด ซึ่งผลที่ได้สอดคล้องกับการวิเคราะห์ปริมาณใยอาหารด้วย FTIR และการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (principle component analysis; PCA) ที่พบการกระจายของสเปกตรัมแยกจากกันอย่างชัดเจน สำหรับการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการดัดแปลงใยอาหารที่ได้จากกากมันสำปะหลัง และกากมันเอทานอลโดยใช้เอนไซม์เซลลูเลสและไซลาเนสที่อัตราส่วน 0:0, 9:3, 36:12 และ 72:24 U/g substrate พบว่าใยอาหารจากกากมันสำปะหลังมีประสิทธิภาพดีกว่ากากมันเอทานอล อัตราส่วนเอนไซม์ที่เหมาะสมสำหรับการปรับปรุงใยอาหารจากกากมันสำปะหลัง คือ 36:12 U/g substrate โดยสภาวะการย่อยดังกล่าวพบว่ามีปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์ (D-glucose) น้ำตาลทั้งหมด และน้ำตาลไม่รีดิวซ์ (D-xylose) สูงที่สุด นอกจากนี้เมื่อทำการทดสอบการหมักในหลอดทดลองพบว่าสามารถเพิ่มประชากรจุลินทรีย์ Lactobacillus และ Bifidobacterium เพิ่มความเข้มข้นของกรดไขมันสายสั้น และกรดแลคติค และลดค่าความเป็น pH หลังการบ่มที่ 24 ชั่วโมง การทดลองที่ 2 ศึกษาหาระดับที่เหมาะสมในการเสริมใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลังในอาหารต่อการย่อยได้และการใช้ประโยชน์ได้ของโภชนะในไก่เนื้อ ใช้ไก่เนื้อเพศผู้อายุ 21 วัน จำนวน 84 ตัว แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 7 ซ้ำ (3 ตัวต่อกรง) เลี้ยงบนกรงการย่อยได้ ตามแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ อาหารทดลองมี 4 กลุ่ม (กลุ่มควบคุม และกลุ่มเสริมใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลัง 0.5, 1.0 และ 1.5%) ซึ่งอาหารทดลองทุกสูตรถูกผสมด้วยไททาเนียมไดออกไซด์ 0.3% เพื่อเป็นสารดัชนีบ่งชี้ ไก่จะได้รับน้ำและอาหารอย่างเต็มที่ตลอดการทดลอง จากนั้นสุ่มเก็บมูลเป็นระยะเวลา 3 วัน (ที่ไก่อายุ 26–28 วัน) ผลการทดลองพบว่าการเสริมใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลังในอาหารไก่เนื้อที่ระดับ 1.0% ส่งผลให้การย่อยได้ของสิ่งแห้ง สารอินทรีย์ และไขมันเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อการสะสมไนโตรเจน การทดลองที่ 3 ศึกษาการตอบสนองของไก่เนื้อต่อใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลัง ใช้ไก่เนื้อเพศผู้ (Ross 308) อายุ 1 วัน จำนวน 336 ตัว แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 7 ซ้ำ ๆ ละ 12 ตัว ตามแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ อาหารทดลองมี 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุม และกลุ่มเสริมใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลัง 3 ระดับ คือ 0.5 1.0 และ 1.5% ไก่จะได้รับน้ำและอาหารอย่างเต็มที่ตลอดการทดลองเป็นเวลา 42 วัน โดยพบว่าใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลังสามารถใช้เป็นแหล่งใยอาหารในอาหารไก่เนื้อได้ โดยไม่ส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการผลิต การเสริมใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลัง 1.0% ในอาหารไก่เนื้อสามารถส่งเสริมการทำงานของกระเพาะบด ลดไขมันในช่องท้อง เพิ่มจำนวนประชากร Lactic acid bacteria (LAB) และ Bifidobacterium spp. ในซีกัม เพิ่มความเข้มข้นของกรดไขมันสายสั้น และกรดแลคติค ลดการผลิตแอมโมเนีย อย่างไรก็ตามใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลังไม่มีผลต่อการทำงานของอิมมูโนโกลบูลิน และไลโซไซม์ในซีรัม นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อการลดคอเลสเตอรอลในซีรัม เนื้อไก่ และตับของไก่เนื้อ โดยสรุปการเสริมใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลังในอาหารไก่เนื้อที่ 1.0% มีความเหมาะสมที่สุด การทดลองที่ 4 ศึกษาการตอบสนองของไก่ไข่ต่อการเสริมใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลัง ใช้ไก่ไข่สายพันธุ์การค้า (ISA brown) จำนวน 32 ตัว เลี้ยงบนกรงขังเดี่ยวและสุ่มไก่ไข่ออกเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 8 ซ้ำ ตามแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ อาหารทดลองมี 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุม และกลุ่มเสริมใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลัง 3 ระดับ คือ 0.5 1.0 และ 1.5% ไก่จะได้รับน้ำและอาหารอย่างเต็มที่ตลอดการทดลองเป็นเวลา 20 วัน ทำการเก็บมูลในช่วงวันที่ 8–10 ของการทดลองเพื่อนำไปประเมินหาการย่อยได้และการใช้ประโยชน์ได้ของโภชนะ ผลการทดลองพบว่าการเสริมใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลังในอาหารไก่ไข่ที่ระดับ 1.0% ไม่ส่งผลกระทบต่อการย่อยได้ของสิ่งแห้ง สารอินทรีย์ และการสะสมไนโตรเจน อย่างไรก็ตามเมื่อใช้ใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลังในระดับที่สูงขึ้น (1.5%) ส่งผลให้การย่อยได้ของสิ่งแห้งลดลง นอกจากนี้การเสริมใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลังที่ระดับ 1.0–1.5% ในอาหารไก่ไข่สามารถลดค่า pH ในกระเพาะบด และส่งเสริมการผลิตกรดไขมันสายสั้นในซีกัม อย่างไรก็ตามใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลังไม่มีผลต่อจำนวนประชากรจุลินทรีย์ และการผลิตแอมโมเนียในซีกัม โดยสรุปการเสริมใยอาหารดัดแปลงจากกากมันสำปะหลังในอาหารไก่ไข่ที่ 1.0% มีความเหมาะสมที่สุด