การศึกษาความคงทนของคอนกรีตคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่า
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้ เสนอผลการศึกษาค่าปริมาณช่องว่าง คุณสมบัติการดูดซึมของน้ำ ความลึกการเกิดคาร์บอเนชั่น ความสามารถในการซึมผ่านของคลอไรด์ของคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่า รวมถึงระยะหุ้มเหล็กเสริมคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่าสำหรับงานโครงสร้าง โดยในงานวิจัยนี้ใช้ตัวอย่างคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่าที่ใช้สำหรับงานโครงสร้าง ที่มีค่าความหนาแน่นเปียก 1,600 และ 1,800 กก./ลบ.ม. ใช้อัตราส่วนน้ำต่อซีเมนต์เท่ากับ 0.45 0.50 และ 0.55 และอัตราส่วนทรายต่อซีเมนต์เท่ากับ 1:1 และ 2:1 โดยจากผลการทดสอบ พบว่า 1) เมื่ออัตราส่วนน้ำต่อซีเมนต์ และอัตราส่วนทรายต่อซีเมนต์ของคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่ามีค่าเท่ากัน คอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่าที่มีค่าความหนาแน่นสูงกว่าจะให้ค่าปริมาณฟองอากาศ ความลึกคาร์บอเนชั่น และความสามารถในการซึมผ่านของคลอไรด์ต่ำกว่าคอนกรีตที่มีความหนาแน่นต่ำ และมีแนวโน้มที่จะให้ค่าการดูดซึมน้ำต่ำกว่าคอนกรีตที่มีความหนาแน่นต่ำ 2) สำหรับคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่าสูตรที่มีความหนาแน่นและอัตราส่วนทรายต่อซีเมนต์ของคอนกรีตที่เท่ากัน คอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่าในสูตรที่มีอัตราส่วนน้ำต่อซีเมนต์สูงจะมีค่าปริมาณฟองอากาศ และความลึกคาร์บอเนชั่น สูงกว่าคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่าในสูตรที่มีอัตราส่วนน้ำต่อซีเมนต์ต่ำ และมีแนวโน้มที่จะมีค่าการดูดซึมน้ำและ ความสามารถในการซึมผ่านของคลอไรด์ของคอนกรีตบอเนชั่นสูงกว่าคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่าในสูตรที่มีอัตราส่วนน้ำต่อซีเมนต์ต่ำ 3) สำหรับคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่าสูตรที่มีความหนาแน่นและอัตราส่วนน้ำต่อซีเมนต์ของคอนกรีตที่เท่ากัน แต่มีอัตราส่วนทรายต่อซีเมนต์ของคอนกรีตไม่เท่ากัน พบว่า คอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่าในสูตรที่มีอัตราส่วนทรายต่อซีเมนต์สูงจะมีค่าปริมาณฟองอากาศ ความลึกคาร์บอเนชั่น และความสามารถในการซึมผ่านของคลอไรด์ของคอนกรีตสูงกว่าคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่าในสูตรที่มีอัตราส่วนทรายต่อซีเมนต์ต่ำ แต่กลับมีแนวโน้มที่จะมีค่าการดูดซึมน้ำต่ำกว่าคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่าในสูตรที่มีอัตราส่วนทรายต่อซีเมนต์ต่ำ 4) การเพิ่มระยะเวลาในการบ่มชื้นให้กับตัวอย่างคอนกรีตจะช่วยลดความลึกคาร์บอเนชั่น และเพิ่มความต้านทานการแทรกซึมผ่านของกระแสไฟฟ้าเข้าสู่คอนกรีตได้ 5) คอนกรีตที่อยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติในห้องปฏิบัติการมีค่าความลึกคาร์บอเนชั่นต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อมอื่น 6) หากความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่โดยรอบคอนกรีตมีค่าสูงขึ้น จะส่งผลให้ความลึกคาร์บอเนชั่นของคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่า มีค่ามากขึ้น จากนั้น ระยะหุ้มเหล็กที่เหมาะสมของคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่าสำหรับงานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กได้จากผลการทำนายค่าความลึกคาร์บอเนชั่นในคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่าตลอดอายุการใช้งานของโครงสร้างโดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์อย่างง่ายที่เสนอขึ้นโดย Tuutti (1982) เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์ของคาร์บอเนชั่น (k) จากค่าความชันของกราฟความสัมพันธ์ระหว่างความลึกคาร์บอเนชั่นของคอนกรีตกับรากที่สองของเวลาของผลการทดสอบความลึกคาร์บอเนชั่นของคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่าในระยะยาว จากนั้น จึงใช้ค่า k ที่ได้ในการคำนวณหาค่าความลึกคาร์บอเนชั่นในคอนกรีตมวลเบาแบบเซลลูล่าตลอดอายุการใช้งานของโครงสร้าง