การศึกษาสภาพดินเค็มและความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่การเกษตรบริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ กรณีศึกษา : อ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาสภาพความเค็มและความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่การเกษตรบริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจขอบเขตพื้นที่ดินเค็ม ศึกษาความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่การเกษตรบริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ เพื่อวางแผนการเพาะปลูกและการปรับปรุงคุณภาพดินในพื้นที่การเกษตรบริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ และหาแนวทางแก้ไขปัญหาดินเค็มในพื้นที่ดังกล่าว มีการดำเนินงาน 2 ส่วนคือ การศึกษาสภาพความเค็มและความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยการสำรวจพื้นที่ วิเคราะห์ดิน และจัดทำฐานข้อมูลดิน นำเสนอในรูปแบบแผนที่ขอบเขตดินเค็มและแผนที่ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และการศึกษาแนวทางแก้ปัญหาดินเค็มโดยการบริหารจัดการน้ำ โดยทำการทดลองปลูกข้าวในแปลงนาดินเค็ม วิเคราะห์ค่าการนำไฟฟ้าของดิน ทดลองขังน้ำในแปลงนา ปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวผลผลิต จากการดำเนินงานดังกล่าว พบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินปกติความเค็มไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด แต่บางพื้นที่มีลักษณะของดินเค็ม (Saline soil) และดินเค็มโซดิก (Saline sodic soil) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาในการทำการเกษตร จะต้องทำการปรับปรุงดินให้มีความเหมาะสมกับพืชที่ปลูก หรือใช้วิธีเปลี่ยนพืชที่เป็นพืชทนเค็มมาใช้ในพื้นที่ดังกล่าว การศึกษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน พบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่มีระดับความอุดมสมบูรณ์ปานกลางและความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ดังนั้นในการเพาะปลูก ควรมีการวางแผนการผลิตโดยการเติมอินทรียวัตถุเพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดิน หรือการใส่ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารที่พืชต้องการ จากการทดลองปลูกข้าวในแปลงนาที่เป็นดินเค็ม โดยใช้การบริหารจัดการน้ำเพื่อช่วยลดความเค็มในดิน พบว่า การรักษาระดับน้ำในนาให้มีน้ำขังตลอดเวลาทำให้ต้นข้าวสามารถเจริญเติบโตได้ และประกอบกับการใช้พันธุ์ข้าวทนเค็ม ซึ่งคาดว่าน่าจะทำให้ผลผลิตข้าวได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด