แผนงานเสาไฟฟ้าอัจฉริยะลดอุบัติเหตุทางแยก
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
แผนงานวิจัยนี้เน้นการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมเสาไฟฟ้าอัจฉริยะฯ 2 ระบบ คือ 1) ระบบติดตามการทำงานเสาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบไร้สาย และ 2) ระบบวัดอัตราเร็วของยานพาหนะที่เข้าสู่ทางร่วมทางแยกและระบบแจ้งเตือนไฟกระพริบพร้อมระบบติดตามการทำงานแบบไร้สาย โดยระบบตรวจสอบการทำงานของเสาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จะแจ้งสถานะการทำงานให้กับผ้ดูแลได้รับทราบและรับรู้ความผิดปกติได้โดยไม่ต้องออกสำรวจในช่วงเวลากลางคืน และการพัฒนาระบบวัดอัตราเร็วของยานพาหนะที่เข้าสู่ทางร่วมทางแยกและระบบแจ้งเตือนไฟกระพริบจะช่วยให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะได้ทราบความเร็วของยานพาหนะของตนเองอยู่ในว่าอยู่ในช่วงความเร็วที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ใช้ทางบริเวณทางร่วมทางแยกทราบว่ามีรถกำลังเข้าสู่ทางแยก โดยผู้ดูแลระบบทั้งสองนี้สามารถตรวจสอบสถานะการทำงานผ่านทางออนไลน์ได้ และถ้าระบบมีปัญหาจะมีการแจ้งเตือนไปสู่ผู้ดูแลได้รับทราบเพื่อเข้าไปทำการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา ทีมผู้วิจัยได้ทำการติดตั้งเสาไฟฟ้าอัจฉริยะ ณ บริเวณสี่แยกวัดม่วงตารศ ตำบลทัพหลวง อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ผลการทดสอบการทำงานจริงพบว่าระบบทั้งสองสามารถทำงานได้ถูกต้อง และหลังการติดตั้งประมาณหนึ่งเดือนระบบทางออนไลน์แจ้งว่าการทำงานของเสาไฟฟ้ากระพริบต้นหนึ่งมีปัญหา คณะผู้วิจัยได้เข้าไปทำการแก้ไขและเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ทำให้ระบบกลับมาทำงานได้ตามปกติ ผลการสำรวจผู้ใช้ทางและผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 21 ท่าน หลังการติดตั้งเสาไฟฟ้าอัจฉริยะ พบว่าคนในชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณแยกวัดม่วงตารศทั้งหมด (100%) เห็นชอบว่าแสงสว่างจากเสาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ส่งผลดีต่อการขับขี่ยานพาหนะในช่วงเวลากลางคืนเป็นอย่างมาก และชาวบ้านมากกว่าร้อยละ 70 เห็นว่าระบบวัดความเร็วและสัญญานแจ้งเตือนทางแยกมีความเหมาะสมในระดับดีมาก เพราะจะช่วยให้พวกเขาเกิดความระมัดระวังตัวมากขึ้นก่อนเข้าสู่ทางแยก สำหรับความหมายของสัญญานไฟจราจรและป้ายจราจรต่างๆ ควรจะต้องมีหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานท้องถิ่นให้ความรู้กับคนในชุมชนควบคู่ไปด้วยเพื่อเป็นการช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างเป็นรูปธรรมได้มากขึ้น