ทวารวดี : ประวัติศาสตร์ ความรู้ และการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสังคมไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์และองค์ความรู้อารยธรรมทวารวดี 2) เพื่อออกแบบผังโบราณคดีอารยธรรมทวารวดีในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี และ 3) เพื่อศึกษาเส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอารยธรรมทวารวดี แผนงานวิจัยเป็นแบบผสานวิธี (Mix Method Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงเอกสาร คณะผู้วิจัยได้ร่วมกันออกแบบการวิจัย เครื่องมือวิจัย การเก็บข้อมูลวิจัยอย่างเป็นระบบ ร่วมกับการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ในพื้นที่วิจัย 4 แห่ง ได้แก่ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ผลการศึกษาพบว่า:- ประวัติศาสตร์และองค์ความรู้อารยธรรมทวารวดี สามารถแบ่งออกเป็น 4 ยุค คือ 1. ยุคก่อนสมัยทวารดี (พุทธศตวรรษที่ 6-11) ประกอบด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่มีลักษณะของ ศิลปะอมราวดี ที่เป็นจุดเริ่มต้นของศิลปะทวาวดีในยุคแรก ศิลปะคุปตะ เป็นยุคทองของอินเดียโบราณมีความเจริญรุ่งเรืองครอบคลุมทางตอนเหนือและตอนกลางของอินเดีย ศิลปะปัลลวะ เป็นช่วงที่ภาคใต้ของอินเดียมีการความเจริญรุ่งเรืองในการค้าขายกับต่างชาติ และศิลปะปาละ ที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางตอนเหนือของอินเดีย 2. ยุคสมัยทวารวดีตอนต้น (พุทธศตวรรษที่ 12-13) เป็นยุคที่มีการค้นพบศิลปกรรมทางภาคกลางและภาคใต้ของไทยเป็นศิลปกรรมที่นำเข้ามาจากอินเดียส่วนใหญ่คือศิลปกรรมสมัยอมราวดี สมัยคุปตะและสมัยหลังคุปตะ 3. ยุคสมัยทวาวดีตอนกลาง (พุทธศตวรรษที่ 14-15) เป็นยุคที่ประติมากรรมทั่วไปมีวิวัฒนาการสืบต่อมาจากการเลียบแบบศิลปะอินเดียในระยะแรกและได้รับการดัดแปลงจากอิทธิพลท้องถิ่นเข้ามาผสมเป็นอย่างมากจนมีความเป็นเอกลักษณ์ในรูปแบบของทวารวดีอย่างแท้จริง และ 4. ยุคสมัยทวารวดีตอนปลาย (พุทธศตวรรษที่ 16-18) เป็นยุคที่ศูนย์กลางทวารดีในภาคกลางเริ่มเสื่อมลง เป็นเพราะอิทธิพลทางการเมืองและศิลปกรรมขอมเข้ามาแทนที่ ผังโบราณคดีอารยธรรมทวารวดีในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ได้พบศาสนสถานถูกสร้างขึ้นในพุทธศาสนาทั้งหมด ปรากฎหลักฐานเป็นพระพุทธรูป พระพิมพ์ และโบราณสถานขนาดใหญ่ 2 แห่ง นอกจากนั้นเป็นฐานเจดีย์ขนาดเล็กและบางส่วนชำรุดเสื่อมสภาพไป ภายในเมืองโบราณยังพบโบราณวัตถุในศาสนาพราหมณ์ด้วย แสดงให้เห็นว่าน่าจะมีการนับถือศาสนาพราหมณ์ควบคู่กันไปด้วย บริเวณรอบเมืองโบราณอู่ทองกลุ่มที่ติดกับเมืองโบราณน่าจะเป็นสถานที่อยู่ของกลุ่มพุทธศาสนิกชนเป็นส่วนมาก ซึ่งน่าจะมีความสัมพันธ์กับกลุ่มพุทธศาสนิกชนในเมืองโบราณ อย่างไรก็ตาม ยังมีโบราณสถานอีกหลายแห่งที่เสื่อมสภาพไป จากการค้นพบชิ้นส่วนประติมากรรมดังกล่าวแม้จะน้อยชิ้น แต่ก็เป็นส่วนของประติมากรรมที่ประดับศาสนสถาน ซึ่งแสดงว่าได้มีการสร้างศาสนาในเมืองนี้ตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 8-10 และแม้ว่าพุทธดังกล่าวจะพังทลายลงไปแล้ว ยังคงเหลือให้เห็นชิ้นส่วนประติมากรรมทั้งที่เป็นดินเผาและปูนปั้นที่เคยใช้ประดับพุทธสถานดังกล่าว จึงจัดเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าพุทธศาสนาได้เป็นที่ยอมรับนับถือของชาวพื้นเมือง เส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอารยธรรมทวารวดี เมืองโบราณอู่ทองและบ้านดอนตาเพชร มีร่องรอยหลักฐานการตั้งชุมชนมาก่อนราว 2,500 ปี โดยใช้ลำน้ำทวนและแม่น้ำจรเข้สามพันเป็นหลัก ชุมชนบ้านดอนตาเพชรถือเป็นเมืองซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าโลก ระหว่างจีนกับอินเดีย เชื่อมโยงแม่น้ำแม่กลอง ลำน้ำทวน แม่น้ำจรเข้สามพัน ลำน้ำท่าว้า แม่น้ำท่าจีน ให้มีความสัมพันธ์กับการค้าระหว่างชุมชนที่ห่างไกล นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ชุมชนบ้านดอนตาเพชร เป็นแหล่งบ่มเพราะทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการปกครอง แล้วส่งต่อไปยังเมืองโบราณอู่ทอง ซึ่งมีพัฒนาการของอารยธรรมทวารวดีเกิดจากการขยายตัวของชุมชนบ้านเมืองในเขตลุ่มน้ำใกล้ทะเล ทำให้เกิดการมีตัวตนของอารยธรรมทวารวดี ด้วยเส้นทางเชื่อมโยงชุมชนบ้านดอนตาเพชรและชุมชนเมืองอู่ทองเป็นชุมชนโบราณมาตั้งแต่สมัยยุคเหล็กผ่านลำน้ำทวนและแม่น้ำจรเข้าสามพัน ต่อมามีการแพร่เข้ามาของ ภาษา ศิลปวัฒนธรรม และพระพุทธศาสนา พร้อมกับการค้าขายที่เชื่อมโยงเครือข่ายการแลกเปลี่ยนของประเทศต่างๆ โดยมีข้อสันนิษฐานได้ว่าเมืองคูบัว ก็เป็นเมืองท่าสำคัญ ที่มีการขนส่งสินค้าผ่านแม่น้ำสายสำคัญ เช่น แม่น้ำแม่กลอง ลำน้ำทวน ลำน้ำท่าว้า และแม่น้ำท่าจีน