การยกระดับการรีไซเคิลขยะประเภทเศษแก้วในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงงานวิจัยนี้จะมุ่งความสนใจไปที่การพยายามนำขยะเหลือทิ้งประเภทเศษแก้วกลับมาใช้งานใหม่ทั้งในงานวิศวกรรมก่อสร้างที่มีการนำกลับมาใช้ในกลุ่มนี้อยู่อย่างแพร่หลายแล้ว และในงานวิศวกรรมขั้นสูงประเภทผิวเคลือบและฉนวนไฟฟ้าที่ต้องการความจำเพาะเจาะจงของสัดส่วนองค์ประกอบและสมบัติค่อนข้างมาก โดยจะนำขยะประเภทเศษแก้วนี้มาบดหยาบและบดละเอียดด้วยเทคนิคการบดย่อยด้วยลูกบอลที่ความเร็วสูงให้มีขนาดอนุภาคแตกต่างกันไปรวมถึงมีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตร จากนั้นนำผงแก้วนี้ไปผสมกับวัสดุเมทริกซ์ที่เหมาะสมให้เกิดเป็นคอมโพสิตและนาโนคอมโพสิตที่สมบัติสอดคล้องกับการประยุกต์ใช้งานแต่ละประเภท โดยในการประยุกต์ใช้งานกลุ่มวิศวกรรมก่อสร้างจะนำเศษแก้วขนาดใหญ่ไปใช้แทนกรวดและทรายบางส่วนเพื่อผสมกับซีเมนต์ให้เกิดเป็นคอนกรีตที่มีความแข็งแรงสูง นอกจากนี้จะนำเศษแก้วที่มีสีและขนาดแตกต่างกันมาผลิตเป็นคอนกรีตสำหรับตกแต่งที่สามารถควบคุมปริมาณของแสงที่จะทะลุผ่านออกมา โดยในส่วนนี้จะมีการศึกษาความสัมพันธ์ของขนาดผงแก้ว ปริมาณการผสม และการกระจายตัวของผงแก้วที่มีผลต่อสมบัติกายภาพ สมบัติเชิงกล และสมบัติอื่นที่เกี่ยวข้อง ต่อจากนั้นผงแก้วที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตรจะถูกนำมาผสมกับพอลิเมอร์ประเภทอีพ็อกซีเรซินเพื่อให้เกิดเป็นวัสดุนาโนคอมโพสิตในองค์ประกอบต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในงานผิวเคลือบและฉนวนไฟฟ้า โดยในงานผิวเคลือบวัสดุนาโนคอมโพสิตนี้จะถูกขึ้นรูปในลักษณะของฟิล์มบางบนชิ้นงานไม้และโลหะจากนั้นทำการทดสอบความสามารถในการต้านทานต่อการเสียดสีและกัดกร่อน ส่วนในงานฉนวนไฟฟ้านั้นจะเตรียมวัสดุนาโนคอมโพสิตในรูปของแผ่นกลมที่มีอัตราส่วนต่างๆ เช่นกันจากนั้นจึงทำการทดสอบสมบัติไดอิเล็กทริก ความเป็นฉนวน และความคงทนทางไฟฟ้า โดยในงานวิจัยทั้งหมดจะทำการศึกษาความสัมพันธ์ของขนาดของผงแก้ว ปริมาณการผสม และการกระจายตัวของผงแก้วที่มีผลต่อสมบัติที่เกี่ยวข้องของคอมโพสิตที่เกิดขึ้นนี้โดยละเอียด เพื่อให้ได้รับข้อมูลของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเหล่านี้อย่างถูกต้องและแม่นยำ จากนั้นจะทำการปรับตัวแปรที่เกี่ยวข้องให้คอมโพสิตที่เกิดขึ้นมีสมบัติที่ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดมากที่สุด ซึ่งผู้วิจัยเชื่อว่าผลงานวิจัยที่ได้จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงลดขยะที่เกิดขึ้นในประเทศได้อีกด้วย