การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้ใช้แนวทางการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ 2) ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการผลิตทางการเกษตร และ3) เพื่อให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมเกษตรกรเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการผลิตทางการเกษตร เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured interview) กับเกษตรกรอายุระหว่าง 18-45 ปี จำนวน 369 ครัวเรือน 7 ตำบล ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด เพื่ออธิบายข้อมูล และวิเคราะห์เพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ Multiple regression analysis แบบ Enter จากการศึกษาพบว่า มากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามเป็นผู้หญิง (51.76%) มีอายุเฉลี่ย 37 ปี มากที่สุดคือกลุ่มอายุระหว่าง 31 - 40 ปี (41.73%) ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา (43.63%) มีประสบการณ์การทำเกษตรกรรมเฉลี่ย 15 ปี พื้นที่ทำการเกษตรเฉลี่ย 16.81 ไร่ โดยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชหลัก รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน 106,857 บาทต่อปี เป็นรายได้จากภาคเกษตรเฉลี่ย 93,195 บาทต่อปี เกษตรกรส่วนใหญ่เข้าร่วมในองค์กรการเกษตร (63.59%) เกษตรกรเกือบทั้งหมดได้รับข้อมูลการเกษตรจากสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, LINE และ YouTube (ร้อยละ 96.20) เกษตรกรทุกคนมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตและใช้บนอุปกรณ์ของตนเอง (99.19%) เกษตรกรทุกคนใช้สมาร์ทโฟน โดยมีประสบการณ์ใช้งานเฉลี่ยประมาณ 5 ปี มีเกษตรกรเพียงไม่กี่คนใช้อุปกรณ์อื่น ได้แก่ ใช้คอมพิวเตอร์ 10 คน ใช้คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คและแท็บเล็ตอย่างละ 1 คน และเรียนรู้การใช้งานด้วยตนเอง เวลาที่นิยมใช้งานคือระหว่าง 18:01 - 21:00 น. และ 09:01 - 12:00 น. จุดประสงค์หลักของการใช้เทคโนโลยีคือการสื่อสารระหว่างเพื่อนเกษตรกรผ่าน LINE และ Facebook (มากกว่า 89.00%) นอกจากนี้ยังใช้เพื่อค้นหาและเข้าถึงข้อมูลการเกษตรผ่าน YouTube และเข้าถึงพยากรณ์อากาศ (มากกว่า 86.00%) นอกจากนี้ เกษตรกร (67.21%) ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมที่สะท้อนถึงความตั้งใจของเกษตรกรในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการผลิตทางการเกษตรโดยทั่วไปอยู่ในระดับสูง ((x ) ?= 3.43) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมาก ได้แก่ ความสามารถในการใช้งาน (x ? = 3.68) ความสะดวกในการใช้งาน (x ? = 3.62) ความคาดหวังในประสิทธิภาพ (x ? = 3.59) ราคาต่อการนำไปใช้งาน (x ? = 3.54) แรงจูงใจในการใช้งาน (x ? = 3.52) และอยู่ในระดับปานกลาง 2 ด้าน ได้แก่ อิทธิพลทางสังคม (x ?=2.72) และ นิสัย (x ?=3.31) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการผลิตทางการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 5 ปัจจัย ได้แก่ อายุ (ความสัมพันธ์เชิงลบ p<0.01) ระดับการศึกษา การติดต่อกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรของรัฐ การเป็นสมาชิกในองค์กรการเกษตร และประเภทการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (ความสัมพันธ์เชิงบวก p<0.01) และตัวแปรเชิงพฤติกรรม 4 ตัวแปร มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความตั้งใจของเกษตรกรในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการผลิตทางการเกษตร ได้แก่ ความคาดหวังในประสิทธิภาพ ความสะดวกในการใช้งาน และอิทธิพลทางสังคม (สัมพันธ์เชิงบวก p<0.001) และนิสัย (สัมพันธ์เชิงลบ p<0.01) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการผลิตทางการเกษตร โดยส่วนราชการที่เกี่ยวข้องควรมีนโยบายสั่งการให้หน่วยงานของตนสร้างช่องทางติดต่อกับเกษตรกรมากขึ้น สร้างสื่อการเรียนรู้ และเผยแพร่ทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, LINE และ YouTube ให้การสนับสนุนทางเทคนิคออนไลน์ และถ่ายทอดเนื้อหาที่ตรงกับความต้องการของเกษตรกร เพื่อนำไปใช้ในการผลิตทางการเกษตรและควรจัดงบประมาณให้เพียงพอสำหรับเครื่องมือ อุปกรณ์ที่จำเป็นให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ ควรสนับสนุนการปรับปรุงเครือข่ายอินเทอร์เน็ต บริการการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการผลิตทางการเกษตรที่เหมาะสมกับเกษตรกร