การพัฒนารูปแบบความร่วมมือระหว่างภาคีเพื่อขับเคลื่อนผังแม่บทเมืองโบราณรัฐสุพรรณภูมิ จ.สุพรรณบุรี
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้ต่อเนื่องจากงานวิจัยในปี 2559 ที่ได้จัดทำผังแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์/เมืองเก่ารัฐสุพรรณภูมิ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี โดยเป็นการหาแนวทางขับเคลื่อนการอนุรักษ์และพัฒนาสังคมและพื้นที่ในเมืองให้เป็นรูปธรรม ซึ่งงานวิจัยในปี 2561 นี้ใช้คำสำคัญว่าเป็นการพัฒนา รูปแบบความร่วมมือระหว่างภาคี สืบเนื่องจากที่ผู้วิจัยพบว่า ผลการประชุมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าในช่วง 2559-2560 ที่ผ่านมาพบว่า งานอนุรักษ์และพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์ (ซึ่งต่อไปนี้จะขอเรียกว่า เมืองเก่า แทนคำว่า เมืองประวัติศาสตร์) ในช่วงปีที่ผ่านมา ยิ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาว่า การอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่านั้นเป็นเรื่องในเชิงบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับมิติทางสังคมหรือชุมชน มีขอบเขตงานกว้างขวางกว่างานเดิมที่กำหนดตามผังแม่บทฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมิติทางกายภาพเป็นหลัก ผู้วิจัยจึงได้ดำเนินการวิจัยในโครงการนี้เพื่อพัฒนารูปแบบความร่วมมือระหว่างภาคี เพื่อสร้างช่องทางหรือแนวทางในการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า โดยช่องทางหรือแนวทางดังกล่าวยังขยายขอบเขตของงานให้คลอบคลุมมิติทางสังคมมากขึ้น ผู้วิจัยได้สำรวจภาคีที่เกี่ยวข้อง พื้นที่สำคัญ และข้อจำกัดการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์/เมืองเก่า จากนั้นจัดประชุมกลุ่มย่อย 3 ครั้ง ประชุมครั้งที่ 1 เป็นการรับฟังปัญหาหรือข้อจำกัดจากภาคีที่เกี่ยวข้อง ประชุมครั้งที่ 2 เป็นการกำหนดเนื้อหาและขอบเขตของงานอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าที่มีความจำเป็นหรือมีความสำคัญ (และสามารถดำเนินการได้จริง) ประชุมครั้งที่ 3 เป็นการพัฒนารูปแบบความร่วมมือระหว่างภาคีในการดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าในแต่ละเรื่อง ซึ่งในการประชุมทั้ง 3 ครั้ง ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลทางสถิติ เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์และพัฒนารูปแบบที่ความร่วมมือเหมาะสม ผลการวิเคราะห์พบว่า 1) งานอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน (ปี 2561) เป็นงานที่มีมิติเชิงบูรณาการ ครอบคลุมเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม การศึกษา ซึ่งเป็นมิติที่กว้างขวางกว่าขอบเขตของงานตามผังแม่บทที่เน้นทางด้านกายภาพหรือปรับปรุงสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง งานตามผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า ซึ่งทางภาครัฐได้จัดทำกรอบแล้วเสร็จในปี 2556 และจัดทำรายละเอียดแล้วเสร็จในปี 2561 นั้นเป็นงานที่ว่าด้วยการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเชิงกายภาพ ได้แก่ การปรับปรุงภูมิทัศน์ การควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดิน การจัดทางสัญจร การปลูกต้นไม้ เป็นต้น ซึ่งมีข้อจำกัดในมิติทางสังคม ขาดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับชุมชน/สังคม หรือมีกิจกรรมชุมชน/สังคมอยู่ในระดับน้อย โดยทั้งนี้มีผลการสำรวจหรือผลทางสถิติดังปรากฏในบทที่ 3 2) งานอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าที่ภาคีต่างๆ โดยเฉพาะภาคชุมชน มีความต้องการหรือมีความคาดหวังนั้นควรประกอบด้วยงานที่สามารถแก้ปัญหาสังคมในประเด็นสำคัญๆ โดยจากการประชุมกลุ่มย่อยพบว่า ปัญหาสังคมในพื้นที่ แบ่งเป็น 5 ข้อ ได้แก่ 2.1 ประเด็นปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย 2.2 ประเด็นปัญหาการรุกล้ำของโครงการบ้านจัดสรรหรือที่อยู่อาศัยสำหรับคนชั้นกลาง 2.3 ประเด็นปัญหาการค้ายาเสพติดที่ระบาดในพื้นที่บริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ 2.4 ประเด็นอาชญากรรม ความปลอดภัย และการลักขโมยที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ตรอกซอกซอยในเขตเมืองเก่า 2.5 ประเด็นปัญหาการขาดแหล่งเรียนรู้สำหรับกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ต้องการร่วมอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า โดยทั้งนี้มีผลการสำรวจหรือผลทางสถิติดังปรากฏอยู่ในบทที่ 4 ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลและผลการสำรวจดังกล่าว และพัฒนารูปแบบความร่วมมือ โดยอิงตามเนื้อหางาน จึงนำมาสู่การพัฒนารูปแบบความร่วมมือออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย 2. กลุ่มความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดและปัญหาทางสังคม 3. กลุ่มความร่วมมือเพื่อสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ ในแต่ละกลุ่มจะมีภาคีหลักที่รับผิดชอบงาน ครอบคลุมทั้งภาครัฐและประชาชน และทั้ง 3 กลุ่มจะทำงานร่วมกันโดยอาศัยคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า ซึ่งเป็นโครงสร้างเดิมที่มีอยู่ ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการศึกษาดังกล่าวในช่วงเดือนตุลาคม 2561 มีผู้เข้าร่วมในการประชุมดังกล่าว รวมทั้งสิ้น 150 คน ผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้ความเห็นในประเด็นต่างๆ ที่ถือว่าสอดรับกันกับผลการศึกษาและมีพึงพอใจอยู่ในระดับสูง รวมถึงต้องการให้นำผลการศึกษาดังกล่าวไปปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม