Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2564

การพัฒนาปุ๋ยละลายช้าไฮโดรเจลที่มีประสิทธิภาพในการซึมซับน้ำและเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพริกจินดา

แก้วตา เจตศรีสุภาพ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พ.ศ. 2564

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การนำกากตะกอนหม้อกรองมาผ่านการดัดแปรทางเคมีด้วยกรดฟอสฟอริกและปริมาณแมกนีเซียมออกไซด์ที่แตกต่างกัน ผ่านกระบวนการโคไพโรไลซิสที่อุณหภูมิ 600 ?C ทำให้ได้ปุ๋ยไบโอชาร์ที่มีประสิทธิภาพละลายช้า ปุ๋ยไบโอชาร์ 0.5MgPA-BC ซึ่งมีปริมาณ Mg:P ต่ำที่สุดแสดงการปลดปล่อยธาตุอาหารฟอสเฟตอย่างต่อเนื่องในน้ำ ปราศจากไอออนได้ตลอด 240 ชั่วโมง เมื่อเพิ่มอัตราส่วนของ Mg: P เป็น 1, 1.5 และ 2 พบว่าทำให้เกิดสารประกอบฟอสฟอรัสที่พืชสามารถดูดซึมได้ (phytoavailable) มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าการเพิ่มอัตราส่วนของ Mg:P ลดอัตราการปลดปล่อยฟอสเฟตของปุ๋ยไบโอชาร์ในน้ำ เนื่องจากการปรับปรุงกากตะกอนหม้อกรองผ่านกระบวนการทางความร้อนด้วยแมกนีเซียมและฟอสฟอรัสทำให้เกิดสารประกอบประเภทฟอสเฟตต่างชนิดกันขึ้นอยู่กับอัตราส่วนของ Mg:P อัตราส่วนของแมกนีเซียมที่เพิ่มขึ้นทำให้ฟอสเฟตเปลี่ยนจากสารประกอบไพโรฟอสเฟตเป็นออโทฟอสเฟตซึ่งมีความสามารถการละลายน้ำได้ในปริมาณที่ต่างกัน อีกทั้งยังส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของค่า pH ที่ โดยปุ๋ยไบโอชาร์ 1MgPA-BC และ 1.5MgPA-BC มีค่าความค่าความเป็นเบสเล็กน้อย และมีความเหมาะสมกว่าตัวอย่างอื่นๆสำหรับนำไปศึกษาต่อในพืช ในการศึกษานี้ได้ทำการคัดเลือกปุ๋ยไบโอชาร์ที่มีอัตราส่วน Mg:P เท่ากับ 1 (1MgPA-BC) ซึ่งมีคุณสมบัติละลายช้าและนำมาห่อหุ้มด้วยพอลิไวนิลแอลกอฮอล์และโซเดียมอัลจิเนตผ่านกระบวนการไอโอโนโทรปิกเจเลชั่นเพื่อสังเคราะห์ปุ๋ยไฮโดรเจลละลายช้า เนื่องจากพอลิไวนิลแอลกอฮอล์และโซเดียมอัลจิเนตมีคุณสมบัติชอบน้ำ การนำปุ๋ยไบโอชาร์ไปห่อหุ้มด้วยพอลิเมอร์เป็นการเพิ่มความสามารถในการดูดซับน้ำ ทำให้ได้ปุ๋ยไฮโดรเจลที่มีศักยภาพในการเก็บกักน้ำและค่อยๆปลดปล่อยน้ำเพื่อใช้ในภาวะขาดแคลนน้ำได้ โดยพบว่าความสามารถในการกักเก็บน้ำในดินเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของพอลิเมอร์ในปุ๋ยไฮโดรเจล อีกทั้งยังพบว่าปริมาณไบโอชาร์ที่เพิ่มขึ้นในปุ๋ยไฮโดรเจลส่งผลให้ฟอสฟอรัสละลายออกมาได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างพอลิเมอร์และอัตราการละลายของฟอสฟอรัส กล่าวคือกลไกหลักในการควบคุมการปลดปล่อยฟอสเฟตของปุ๋ยไฮโดรเจลควบคุมโดยคุณสมบัติของปุ๋ยไบโอชาร์ที่ถูกบรรจุในพอลิเมอร์ ไม่ใช่การห่อหุ้มด้วยพอลิเมอร์ ผลการทดลองศึกษาอิทธิพลของปุ๋ยต่อการเจริญเติบโตของพริกจินดาพันธุ์เรดซันอีสานในกระถาง โดยนำปุ๋ยไบโอชาร์ 1MgPA-BC (T3) และปุ๋ยไฮโดรเจลที่มีส่วนประกอบของไบโอชาร์ 10% (10SRHF) (T4) และ 2.5% (2.5SRHF) (T5) ร่วมกับปุ๋ยสูตร 46-0-0 และ 0-0-60 เปรียบเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-16 (T1) ในอัตราเท่ากันคือ 50 กิโลกรัมต่อไร่ (โดยให้ปุ๋ย 25 กิโลกรัมต่อไร่ต่อครั้ง ทั้งหมด 2 ครั้ง) และปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-16 ที่อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ (12.5 กิโลกรัมต่อไร่ต่อครั้ง ทั้งหมด 2 ครั้ง) (T2) ผลจากการศึกษาความกว้างของพุ่ม จำนวนผลผลิตต่อต้น และน้ำหนักต่อต้น พบว่าปุ๋ยไบโอชาร์ (T3) มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับปุ๋ยเคมีในท้องตลาด ทั้ง T1 และ T2 และมีประสิทธิภาพสูงกว่าปุ๋ยไฮโดรเจลทั้งสองประเภท (T4 และ T5) คุณสมบัติของปุ๋ยไบโอชาร์อาจช่วยในการจัดการระบายน้ำได้ดีกว่าปุ๋ยไฮโดรเจล ภายใต้สภาวะที่มีน้ำเพียงพอ การเพิ่มความสามารถในการดูดซึมและเก็บกักน้ำของไฮโดรเจลจึงไม่มีความจำเป็น และส่งผลให้ผลผลิตของพริกจินดาที่ได้รับปุ๋ยไฮโดรเจลน้อยกว่าในปุ๋ยไบโอชาร์ ต้นทุนการผลิตปุ๋ยไบโอชาร์ปุ๋ยไฮโดรเจลที่มีปริมาณปุ๋ยไบโอชาร์ 10% และปุ๋ยไฮโดรเจลที่มีปริมาณปุ๋ยไบโอชาร์ 2.5% เท่ากับ 10.13 17.72 และ 23.72 บาทต่อกิโลกรัม ตามลำดับ สำหรับผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการใช้ปุ๋ยทั้ง 5 สูตร ในการผลิตพริกจินดาภายใต้สภาวะที่ทำการศึกษา พบว่าส่วนใหญ่มีกำไรสุทธิจากการผลิตพริกจินดา ยกเว้น กรณีปุ๋ยไฮโดรเจลที่มีปริมาณปุ๋ยไบโอชาร์ 2.5% (T5) เกิดการขาดทุนสุทธิเท่ากับ -8,244 บาทต่อไร่ ซึ่งไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ขณะที่ปุ๋ยไบโอชาร์ (T3) และ ปุ๋ยไฮโดรเจลที่มีปริมาณปุ๋ยไบโอชาร์ 10% (T4) มีกำไรสุทธิเท่ากับ 13,523 และ 2,170 บาทต่อไร่ จึงสรุปได้ว่าปุ๋ยที่พัฒนาขึ้นซึ่งให้ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการผลิตพริกจินดามากที่สุดและให้ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ได้ดีกว่าปุ๋ยเคมีในอัตราเดียวกัน คือ ปุ๋ยไบโอชาร์ (T3)

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การเตรียมปุ๋ยละลายช้าจากสเม็คไทต์และเถ้าลอยลิกไนต์ โดยดูดซับธาตุอาหารแอมโมเนียและฟอสเฟตในน้ำเสียจากฟาร์มสุกรและชุมชน

นายนิพนธิ์ ใจสุทธิ์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2561

อัตราการใช้ปุ๋ยชีวภาพจากกลุ่มจุลินทรีย์ที่สามารถตรึงไนโตรเจน รวมทั้งละลายฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมร่วมกับปุ๋ยเคมีต่อผลผลิตฟักทอง

วรรณา สุวรรณวิจิตร กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2559

การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับน้ำสกัดชีวภาพปลูกพืชในระบบไฮโดรโปนิกส์

จันทร์เพ็ญ ชัยมงคล คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. 2552

ผลของระยะเวลาการเก็บเกี่ยวต่อฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและปริมาณสารเอเซียติโคไซด์ในระบบปลูกแบบอินทรีย์และเคมีของบัวบก

เทิดศักดิ์ โทณลักษณ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2562

การปรับปรุงปริมาณโพแทสเซียมในกากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย และสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อผลิตปุ๋ยสูตรเร่งผล

ประวรดา โภชนจันทร์ ศูนย์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต พ.ศ. 2553

ผลของสารอาหารแอมโมเนียมซัลเฟตต่อประสิทธิภาพการกำจัดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ความเข้มข้นสูงในก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียอุตสาหกรรมเอทานอล

รสสุคนธ์ จะวะนะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2563

การหาปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ในปุ๋ยอินทรีย์น้ำ

เฉลิม เรืองวิริยะชัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2557

ศึกษาประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพ (พด.12) ในการละลายธาตุโพแทสเซียมต่อผลผลิตมันสำปะหลังระยอง9 ชุดดินมาบบอนในจังหวัดระยอง

กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2559

การหาปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในปุ๋ยอินทรีย์น้ำ

ศิริพร กาทอง มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2557

ศึกษาการลดปริมาณแอมโมเนียในมูลไก่ด้วยวิธีทางเคมีเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตก๊าซชีวภาพ

กมลดารา เหรียญสุวรรณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2561