แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรม กรณีศึกษาบริษัท B.D.I Group จังหวัดสมุทรปราการ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรม และเพื่อศึกษาแนวทางการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนด้วยการหาสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุและการจัดการสภาพแวดล้อมของบริษัท B.D.I Group จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้มาจากการเลือกตัวอย่างที่ใช้ความน่าจะเป็น (Probability Sampling) ในวิธีการเลือกตัวอย่างแบบง่าย (Simple Sampling) สำหรับการวิจัยครั้งนี้คณะผู้วิจัยใช้ขนาดตัวอย่างจำนวน 208 คนแล้วนำมาทำการวิเคราะห์ข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถามโดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการทดสอบสถิติอ้างอิง (Inference Statistics) ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์แบบจำลองเชิงชั้น (Hierarchical Model) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า ลักษณะของผู้ปฏิบัติงาน พฤติกรรมด้านความปลอดภัยตามกฎระเบียบของโรงงาน สาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุ และการจัดการสภาพแวดล้อมภายในโรงงาน ส่งผลต่อแนวทางการป้องกันอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรมโดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 จากคำถามปลายเปิดในเรื่องข้อเสนอแนะที่มีต่อแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุด้านสาเหตุจากการกระทำที่ไม่ปลอดภัยพบว่า ควรส่งเสริมพนักงานให้มีจิตสำนึกในเรื่องของความปลอดภัย / การฝึกอบรมด้านความปลอดภัยแก่พนักงาน / ส่งเสริมด้านความปลอดภัยให้เป็นวัฒนธรรมองค์กรมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 39.68 ส่วนด้านสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัยพบว่า ต้องไม่ใช้เครื่องมือและเครื่องจักรที่มีอุปกรณ์ไม่ครบและเสื่อมสภาพมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 17.86 ด้านการจัดสภาพแวดล้อมในเรื่องแสงสว่างพบว่า ควรเพิ่มแสงสว่างให้มากขึ้นมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 46.77 ด้านการจัดสภาพแวดล้อมในเรื่องเสียงพบว่า ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เช่น ที่ครอบหู Ear Plug เพื่อป้องกันเสียงที่ดังเกินไปมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 35.29 ด้านการจัดสภาพแวดล้อมในเรื่องอุณหภูมิและความชื้นพบว่า สถานที่ทำงานควรมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อช่วยให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกมากขึ้น เช่น เปิดพัดลมระบายอากาศ และต้องมีจำนวนพัดลมบริเวณหน้างานเพื่อระบายอากาศอย่างเพียงพอมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 37.21 ด้านการจัดสภาพแวดล้อมในเรื่องสารเคมีพบว่า ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ขณะพ่นสีมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 36.96 และด้านการจัดสภาพแวดล้อมในเรื่องฝุ่นละอองพบว่า ควรนำกิจกรรม 5 ส. มาใช้มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 40