การวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในส่วนต่างๆ ของต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวที่แตกต่างกัน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัย การวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในส่วนต่างๆ ของต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวที่แตกต่างกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ข้อมูลสถานภาพของธาตุอาหารพืชโดยการวิเคราะห์ธาตุอาหารในดินและส่วนต่างๆของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อการจัดการปุ๋ยสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และเพื่อพัฒนาคำแนะนำการใช้ปุ๋ยในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ตรงตามศักยภาพของพันธุ์งานวิจัยนี้เป็นการประเมินปริมาณมหธาตุและจุลธาตุของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3 พันธุ์ โดยคัดเลือกพันธุ์ข้าวโพด 3 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวโพดอายุเก็บเกี่ยวสั้น อายุประมาณ 95-100 วัน ข้าวโพดอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง อายุประมาณ 101-110 วัน และข้าวโพดอายุเก็บเกี่ยวช้า อายุมากกว่า 110 วัน โดยทำแปลงทดลองในจังหวัดพิษณุโลก เลือกพื้นที่ศึกษา 2 พื้นที่ตามชุดดินที่เป็นตัวแทนหลักในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของจังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ ตำบลดอนทอง เป็นชุดดินพิชัย (Pch) อยู่กลุ่มชุดดินที่ 40 ที่มีเนื้อดินบนเป็นดินทรายปนดินร่วน และตำบลบ้านกร่าง อำเมืองพิษณุโลก เป็นชุดดินตะพานหิน (Tph) อยู่กลุ่มชุดดินที่33 ดินเป็นดินลึกมาก พบว่ามีเนื้อดินบนเป็นดินเหนียวปนทรายแป้งผลการศึกษาพบว่าในตำบลดอนทอง ที่มีเนื้อดินบนเป็นดินทรายปนดินร่วน ลักษณะดินเป็นดินกรดจัด ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ในกรรมวิธีที่มีการใส่ปุ๋ย N-P-K +Ca+Mg+S+Fe+Zn มีแนวโน้มทำให้ผลผลิตข้าวโพดสูงกว่ากรรมวิธีอื่นๆ ในขณะที่การทดสอบในแปลงวิจัยตำบลบ้านกร่าง มีเนื้อดินบนเป็นดินเหนียวปนทรายแป้ง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง กรรมวิธีที่มีการใส่ปุ๋ย N-P-K +Ca+Mg+S+Fe+Zn และกรรมวิธีที่ใส่ปุ๋ย N-P-K +Fe+Zn มีผลทำให้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์นครสรรค์ 5 เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับกรรมวิธีที่ใส่ปุ๋ย N-P-K ตามค่าวิเคราะห์ตัวอย่างดินและความต้องการของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่ไม่ส่งผลต่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์แปซิฟิก 339 และพันธุ์สุวรรณ 5720 และพบว่าความเข้มข้นของธาตุอาหารในทุกส่วนในช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบมีระดับสูงกว่าระยะเจริญเติบโตทางสืบพันธุ์ ส่วนปริมาณธาตุอาหารในส่วนต่าง ๆ เพิ่มขึ้นโดยสัมพันธ์กับมวลแห้งของลำต้นและใบข้าวโพด โดยความต้องการไนโตรเจนและโพแทสเซียมสูงตั้งแต่ช่วงแรกของการเติบโต ส่วนฟอสฟอรัสและแคลเซียมจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นช้าๆ ปริมาณธาตุอาหารรวมทั้งต้นของข้าวโพด 3 พันธุ์ มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันในระยะก่อนออกดอกเกสรตัวผู้ แต่ระยะสะสมอาห ารในเมล็ดข้าวโพด ความเข้มข้นไนโตรเจนในส่วนลำต้นและใบจะลดลงเนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายไปสะสมในส่วนของเมล็ดข้าวโพดแทน สำหรับอัตราส่วนธาตุอาหารที่ได้ใช้ในการกำหนดอัตราส่วนปุ๋ยเพื่อให้ได้สัดส่วนธาตุอาหารที่เหมาะกับความต้องการของข้าวโพด พบว่าข้าวโพดพันธุ์แปซิฟิก 339 พันธุ์สุวรรณ 5720 และพันธุ์นครสวรรค์ 5 ที่ปลูกในตำบลดอนทอง มีค่าเท่ากับ 5:1:4 (N:P:K) ใช้ค่าเฉลี่ยของระดับผลผลิตช่วง 1.16-1.30 ตันต่อไร่ ในขณะที่สัดส่วนของธาตุอาหาร N:P:K ที่ปรากฏในมวลแห้งของส่วนเหนือดินทั้งหมด (ต้น ใบ ซัง เกสร เปลือก และเมล็ด) ปรากฏของข้าวโพดพันธุ์แปซิฟิก 339 พันธุ์สุวรรณ 5720 และพันธุ์นครสวรรค์ 5 ที่ปลูกในตำบลบ้านกร่าง มีค่าเท่ากับ 4:1:3 (N:P:K) ใช้ค่าเฉลี่ยของระดับผลผลิตช่วง 1.01-1.30 ตันต่อไร่ โดยเมื่อเทียบกับคำแนะนำการใส่ปุ๋ย N-P-K ของกรมวิชาการเกษตร พบว่าปริมาณไนโตรเจนและโพแทสเซียม ที่แนะนำให้ใส่มีค่าต่ำกว่าที่ปรากฏในส่วนมวลชีวภาพแห้งส่วนเหนือดินของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้ง 3 พันธุ์ ที่ปลูกทดสอบทั้งสองพื้นที่