การวิจัยการประเมินความเข้มข้นธาตุหายากในตัวอย่างเถ้าถ่านหินจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
เถ้าลอย เถ้าหนัก และถ่านหินที่ได้จากโรงไฟฟ้าถ่านหินและที่มีจำหน่ายภายในประเทศได้ถูกนำมาศึกษาหาปริมาณธาตุหายาก องค์ประกอบทางเคมี และคุณสมบัติทางแร่ เถ้าลอย เถ้าหนัก และถ่านหินที่นำมาใช้ศึกษาในครั้งนี้ประกอบด้วย เถ้าลอยที่ได้จากการเผาไหม้ถ่านหินลิกไนต์จำนวน 2 แหล่ง (LCFA-1 และLCFA-2) เถ้าลอยที่ได้จากการเผาไหม้ถ่านหินบิทูมินัส จำนวน 1 แหล่ง (BCFA) เถ้าหนักที่ได้จากการเผาไหม้ถ่านหินบิทูมินัส จำนวน 1 แหล่ง (BCBA) และถ่านหินบิทูมินัส จำนวน 2 แหล่ง (BC-1 และ BC-2) จากผลการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์แสดงให้เห็นว่าตัวอย่าง เถ้าลอย เถ้าหนัก และถ่านหิน ทั้งหมดประกอบด้วยเฟสของแร่ควอตซ์แมกนีไทด์ฮีมาไทต์และแอนไฮไดร์ต โดยในตัวอย่างเถ้าลอยที่ศึกษาทั้งหมดมีธาตุหลัก ได้แก่ ซิลิกอนไดออกไซด์ (ร้อยละ 32-66) แคลเซียมออกไซด์ (ร้อยละ 2-22) อะลูมิเนียมออกไซด์(ร้อยละ 17-30) ไอรอนออกไซด์(ร้อยละ 4-14) แมกนีเซียมออกไซด์ (ร้อยละ 1-3) โปแตสเซียมออกไซด์ (ร้อยละ 1-3) และไททาเนียมไดออกไซด์(ร้อยละ 0.3-1) จากการตรวจวัดด้วยเทคนิคจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดและจุลวิเคราะห์ด้วยเอ็กซ์เรย์ พบว่าเถ้าลอยที่ศึกษา มีรูปร่างเป็นทรงกลม และมีขนาดอนุภาคอยู่ในช่วงระหว่าง 10 ถึง 60 ไมโครเมตร มีพื้นผิวค่อนข้างเรียบและมีควอตซ์เป็นองค์ประกอบ ความเข้มข้นรวมของธาตุหายากในตัวอย่าง LCFA-1, LCFA-2, BCFA และ BCBA มีค่า 93.51, 329.52, 234.75 และ 175.10มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ