การพัฒนาระบบการจัดการโลจิสติกส์โซ่ความเย็นสำหรับโซ่อุปทานสุขภาพของประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ห่วงโซ่ความเย็นถือเป็นห่วงโซ่อุปทานอย่างหนึ่งของผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิ รวมถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ความชื้นสัมพัทธ์ วิธีการบรรจุ และบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมในการเก็บรักษาและควบคุม ตั้งแต่การผลิต เก็บรักษา แปรรูปหรือบรรจุ ขนส่งและกระจายไปยังปลายทาง รวมถึงการจัดการให้เวลาในกระบวนการสั้นที่สุด เพื่อลดต้นทุนและรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิ ในระหว่างการเคลื่อนย้าย เช่น โลหิต ยา และวัคซีน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ นับว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อชีวิตของผู้ป่วย มีระดับอุณหภูมิที่ต้องควบคุม หากได้รับการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือมาตรฐาน เป็นผลให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถเสื่อมสภาพได้ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient Safety) ในที่สุด ดังนั้นแผนงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนการเพิ่มศักยภาพตลอดโซ่ความเย็นของโซ่อุปทานสุขภาพ เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในกิจกรรมโลจิสติกส์ โดยออกแบบระบบติดตามและตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์โซ่ความเย็น พัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจ รวมถึงการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมระบบควบคุมอุณหภูมิในกล่องบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่ง โดยประกอบไปด้วยโครงย่อยทั้งหมด 3 โครงการ ได้แก่ โครงการย่อยที่ 1 การศึกษาและออกแบบพัฒนาระบบการจัดการโลจิสติกส์โซ่ความเย็นผลิตภัณฑ์โลหิต, โครงการย่อยที่ 2 การออกแบบและพัฒนาระบบการจัดการโลจิสติกส์โซ่ความเย็นผลิตภัณฑ์ยา และ โครงการย่อยที่ 3 การพัฒนาระบบการจัดการโลจิสติกส์โซ่ความเย็นผลิตภัณฑ์วัคซีน โดยผลผลิตที่ได้จากทั้ง 3 โครงการย่อยนี้ ถูกบูรณาการเข้าด้วยกันเพื่อแนวทางพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์โซ่ความเย็นสำหรับผลิตภัณฑ์หลักทางการแพทย์และสุขภาพของประเทศไทย ผลที่ได้จากการวิจัย ประกอบด้วย 1) ต้นแบบเชิงแนวคิดของระบบติดตามและสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์โลหิตและวัคซีน 2 รูปแบบ 2) ระบบสนับสนุนการตัดสินใจด้านการขนส่ง 1 รูปแบบ และระบบสนับสนุนการตัดสินใจด้านการวิเคราะห์ความต้องการและการพยากรณ์ 2 รูปแบบ และ 3) นวัตกรรมกล่องควบคุมอุณหภูมิสำหรับผลิตภัณฑ์โลหิตและวัคซีน 2 นวัตกรรม และจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงิน พบว่า การใช้ระบบและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นในโครงการย่อยที่ 1 มีอัตราผลตอบแทนจาการลงทุนที่ 193% โครงการย่อยที่ 2 เท่ากับ 56% และมีความเป็นไปได้ในการลดต้นทุนการขนส่งพลาสม่าสำหรับโครงการย่อยที่ 2 คิดเป็นสัดส่วนที่ลดลง 7.75%