Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2557

การศึกษาแนวทางการปรับปรุงระบบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ภัทราศรัย พานิชวงศ์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พ.ศ. 2557

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การจัดเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของประเทศไทยมีการบังคับใช้มาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา โดยการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายเป็นวิธีการจัดเก็บภาษีของรัฐที่กา หนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลจะต้องเสียภาษีก่อนที่จะถึงกา หนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ โดยกา หนดให้ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้และอัตราภาษีที่กา หนด ซึ่งจะช่วยให้กรมจัดเก็บภาษีจัดเก็บรายได้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งเป็นการบรรเทาภาระการเสีย ภาษีให้แก่ผู้รับเงินได้ที่จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ในคราวเดียวกันเป็นเงินจา นวนมาก ตลอดจนการลดแรง กดดันในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรและลดภาระหน้าที่ในการตรวจสอบภาษีหรือ การติดตามจัดเก็บภาษีในภายหลัง อย่างไรก็ดี จากการศึกษาระบบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของประเทศไทยพบว่า รูปแบบการจัดเก็บยังไม่สอดคล้องกับหลักการจัดเก็บภาษีที่ดี ได้แก่ หลักความเป็นธรรม หลักความแน่นอนและชัดเจน และหลักความมีประสิทธิภาพ เนื่องจากระบบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของไทยมีหลายอัตรา ในกรณีบุคคลธรรมดาอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายขึ้นกับประเภทเงินได้ ทา ให้มีอัตราภาษีแตกต่างถึง 7 อัตรา ในขณะที่อัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของนิติบุคคลขึ้นกับประเภทเงินได้ ประเภทผู้รับเงินได้ และประเภทผู้จ่ายเงินได้ ทำให้มีอัตราภาษีที่แตกต่างกันจำนวน 7 อัตรา เช่นเดียวกันการที่มีอัตราภาษีที่หลากหลาย ส่งผลให้เกิดความสับสนต่อผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้จัดเก็บภาษีและนำส่งรัฐ รวมถึงผู้เสียภาษี นอกจากนี้ อัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากเงินได้บางประเภทกำหนดไว้สูงเกินไปซึ่งเป็นการสร้างภาระต่อผู้ประกอบการเกินความจำ เป็น ดังนั้นในการศึกษานี้คณะผู้วิจัยจึงมุ่งวิเคราะห์ความเหมาะสมของระบบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของประเทศไทยในปัจจุบัน รวมทั้งแนวทางใน การปรับปรุงระบบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายทั้งในด้านอัตราภาษี กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และการ บริหารการจัดเก็บภาษีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยและรองรับการเข้าสู่การเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาประสบการณ์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายประเทศต่าง ๆ ทั้งหมด 7 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง พบว่าประเทศส่วนใหญ่ จัดเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี ส่วนผู้ที่อยู่ในข่ายของการเสีย ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายขึ้นกับลักษณะของผู้มีเงินได้ในประเทศนั้น ๆ เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์เป็นประเทศ ที่มีนักลงทุนจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ทา ให้ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจัดเก็บเฉพาะผู้ที่ไม่ได้มีถิ่นฐาน ในประเทศดังกล่าวเท่านั้น สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากผู้ที่มีเงินเดือนเป็นหลัก การจัดเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายก็จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้มีเงินได้ดังกล่าวเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ประเทศที่มีระบบ การจัดเก็บภาษีที่เข้าใจง่าย อัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายมีจา นวนไม่มาก กฎหมายไม่ซับซ้อนและไม่เป็นภาระ ต่อผู้ปฏิบัติตามก็พบว่ามีขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ และเป็นที่ดึงดูดต่อการตัดสินใจเข้ามา ลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศด้วย นอกจากนี้คณะผู้วิจัยได้ทา การศึกษาความพึงพอใจเกี่ยวกับระบบการจัดเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในปัจจุบันของไทยโดยการสารวจความคิดเห็นจากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก จา นวน 90 ราย รวมทั้งทา การสา รวจความคิดเห็นโดยใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างรวม 150 ราย โดยสรุปได้ ดังนี้ 1. การสัมภาษณ์กลุ่ม ผู้ประกอบการเห็นว่า อัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของประเทศไทยมีอัตราค่อนข้าง สูงและหลากหลายมากเกินไป ส่งผลต่อสภาพคล่องของการดา เนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลาง และเล็กที่มีเงินทุนหมุนเวียนไม่มากนัก นอกจากนี้ กฎหมายที่เกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายยังมี ความซับซ้อนส่งผลต่อการตีความ และเป็นต้นทุนในการดา เนินการของภาคธุรกิจ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ มีข้อเสนอแนะว่าควรมีการกำหนดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเพียง 1-2 อัตรา เพื่อให้ง่ายต่อการตีความและ การประกอบธุรกิจ รวมทั้งผู้ประกอบการบางส่วนเห็นว่าควรยกเลิกการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เนื่องจาก นิติบุคคลจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี และภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว ซึ่งกรมสรรพากรสามารถตรวจสอบ ข้อมูลการเสียภาษีของนิติบุคคลได้จากการชา ระภาษีดังกล่าว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเห็นว่าระบบการขอคืน ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายมีความล่าช้าซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง 2. การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถาม คณะผู้วิจัยได้ส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างรวม 300 ชุดและ มีผู้ให้ความร่วมมือตอบแบบสอบถามจา นวน 150 ชุด ผลการสัมภาษณ์จากแบบสอบถามพบว่า ผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกับผลจากการสัมภาษณ์กลุ่ม กล่าวคือ ผู้ประกอบการเห็นว่าอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายมีหลายอัตราทา ให้ยากต่อการทา ความเข้าใจ ประกอบกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และคำอธิบายประกอบการเสียภาษี เงินได้หัก ณ ที่จ่ายเข้าใจได้ยาก ในบางกรณีผู้ประกอบการไม่สามารถ ระบุประเภทเงินได้ได้ชัดเจนจึงต้องอาศัยการตีความเพิ่มเติม สำหรับการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชน มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของภาครัฐทำได้ดี แต่เนื้อหาค่อนข้างเข้าใจยาก โดยส่วนใหญ่ ได้รับทราบการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายผ่านการอบรมสัมมนา เอกสาร รวมทั้งเว็บไซต์ ของภาครัฐและภาคเอกชน ผู้ตอบแบบสอบถามมีข้อเสนอแนะว่าควรปรับปรุงกฏหมายเพื่อลดความซับซ้อน เนื่องจากหากมีการหักอัตราภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายผิดพลาดผู้หักภาษีจะต้องเป็นผู้รับภาระ นอกจากนี้ ควรมีการปรับปรุงกระบวนการขอคืนภาษีให้มีความรวดเร็วเพื่อไม่ให้เกิดภาระต่อสภาพคล่องทางการเงิน และการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่สรรพากร ควรตรวจสอบเฉพาะเอกสารจำเป็น และควรให้ยื่นชำระผ่าน อินเตอร์เน็ตทั้งหมดเพื่อให้ฐานข้อมูลง่ายต่อการสืบค้นตรวจสอบหลักฐาน และยืนยันข้อมูลระหว่างผู้หักและ ผู้ถูกหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย นอกจากนี้เห็นว่าระบบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย มีความซ้า ซ้อนกับการเสียภาษี เงินได้ครึ่งปี ควรเลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง จากการศึกษาข้อมูลและการประมวลผลจากการสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 150 ราย ดังกล่าว คณะผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงระบบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ดังนี้ 1. กรณีนิติบุคคล เห็นควรให้มีการปรับลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากร้อยละ 3 เหลือ ร้อยละ 2 เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ และกรณี บุคคลธรรมดาควรปรับลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จากร้อยละ 3 เหลือร้อยละ 2 ทั้งนี้สำหรับเงินได้ซึ่ง ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราอื่น ๆ เห็นควรให้คงอัตราไว้เช่นเดิม 2. แนวทางการปรับปรุงระบบการคืนภาษี คณะผู้วิจัยเห็นว่ากรณีบุคคลธรรมดาระบบการขอคืนภาษี มีความเหมาะสมแล้ว แต่ในกรณีของนิติบุคคลพบว่ายังมีปัญหา โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็น SMEs คณะผู้วิจัย จึงมีเสนอแนวทางในการปรับปรุงระบบการคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของนิติบุคคล ดังนี้ 2.1 ปรับระบบการตรวจสอบหลักฐานทางบัญชีของผู้ประกอบการให้มีขั้นตอนที่รวดเร็วขึ้น หากจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเอกสารควรตรวจสอบเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 2.2 กรมจัดเก็บภาษีควรเชื่อมโยงฐานข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้เสียภาษีด้วยกันรวมทั้งควรใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีเป็นเลขเดียวกันสำหรับการเสียภาษีทุกประเภท 2.3 ควรกำหนดระยะเวลาในการคืนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการ 2.4 ให้ผู้ประกอบการสามารถยกยอดภาษีที่ต้องขอคืนไปหักจากจำนวนเงินภาษีที่ผู้ประกอบการต้องเสีย ในปีถัดไป เพื่อลดปัญหาในการคืนภาษี 3. กฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายมีการกา หนดไว้ในประมวลรัษฎากร และกฎหมายลำดับรองหลายฉบับ ซึ่งสร้างความสับสนต่อผู้ปฏิบัติ จึงควรรวบรวมกฎหมายให้อยู่ในกฎหมาย ฉบับเดียวกัน และอยู่ในลา ดับชั้นที่มีความแน่นอน ในขณะเดียวกันก็ควรมีความยืดหยุ่นต่อสภาพเศรษฐกิจและ การบริหารจัดการของรัฐบาล 4. ควรมีการจัดทำคู่มือประชาชนหรือ Tax Guideline ทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่มีความเข้าใจง่าย ทั้งในด้านรายละเอียดการหักภาษี การอธิบายข้อกฎหมายต่าง ๆ และครอบคลุมการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ทุกประเภท รวมทั้งให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในการจัดเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายได้ง่ายและ หลายช่องทางขึ้น ในขณะที่หลักปฏิบัติก็ควรมีความชัดเจนเพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรสามารถให้ข้อมูลกับ ประชาชนได้ตรงกัน ลดการใช้ดุลยพินิจ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของภาครัฐต่อประชาชน 5. ควรปรับปรุงหลักการทางบัญชีและหลักการทางภาษีให้มีความสอดคล้องกันและเป็นสากลมากขึ้น ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยเชื่อมั่นว่า หากประเทศไทยมีการปรับปรุงระบบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามแนวทาง ที่เสนอมาข้างต้นจะทา ให้ระบบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของประเทศไทยสอดคล้องกับหลักการจัดเก็บที่ดีและ สร้างขีดความสามรถของประเทศไทยได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็จะมีภาระและต้นทุนที่ลดลง ส่งผลทำให้มีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น และทา ให้ภาครัฐจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นในที่สุด

คำสำคัญ

text-align: justify" class="MsoNormal">- ภาษีซ้อน (Double taxation)</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt" class="MsoNormal">- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding tax) </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt" class="MsoNormal">- อนุสัญญาภาษี (Tax treaty)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ภาระภาษีและความเหลื่อมล้ำของระบบภาษีภาครัฐบาลไทย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2558

ภาระภาษีและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

ชิดตะวัน ชนะกุล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2561

แนวทางการกำหนดฐานภาษี ผู้เสียภาษี และอัตราภาษี ตามกฎหมายภาษีถุงพลาสติกสำหรับประเทศไทย

กฤษรัตน์ ศรีสว่าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2560

วิเคราะห์โครงสร้างภาษีอากรที่เหมาะสมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย

เบญจวรรนรี โชติช่วงนิรันดร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2563

สถานการณ์และผลกระทบจากการใช้มาตรการด้านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใน ฐานะที่เป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้าทางด้านรายได้ในประเทศไทย

จิรายุ ทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พ.ศ. 2561

การแก้ไขปรับปรุงประมวลรัษฎากรและอนุบัญญัติเพื่อสร้างความสมัครใจ ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย

พิชญะ อุทัยรัตน์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พ.ศ. 2558

ข้อดีและข้อเสียของความร่วมมือทางกฎหมายภาษีของประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย: ศึกษากรณีการลดภาษีศุลกากรตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนต่อการค้าสินค้า

จิรศักดิ์ รอดจันทร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ พ.ศ. 2556

ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะของผู้สอบบัญชีภาษีอากรในประเทศไทย

สุรีย์ โบษกรนัฏ มหาวิทยาลัยศรีปทุม พ.ศ. 2563

องค์ประกอบประสิทธิผลองค์การจัดการเก็บภาษีกรมสรรพากร ในประเทศไทย

เอมอร พลวัฒนกุล มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2557

Assessing Tax Incentives for Investment : A Case Study of Thailand

อธิภัทร มุทิตาเจริญ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2559