การสร้างความตระหนักและส่งเสริมการแก้ไขปัญหาโดยชุมชนด้วยการส่งเสริมนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ประเทศไทยประสบปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ซึ่งมาจากแหล่งกำเนิดประเภท การเผาในที่โล่ง จราจร และอุตสาหกรรม โดยสัดส่วนของแต่ละแหล่งกำเนิดยังมีข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบัน อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณร้อยละ 20 ของทั้งประเทศ ภายหลังการเก็บเกี่ยวมีปริมาณ ตอซังข้าว ฟางข้าวที่ตกค้างประมาณ 16.9 ล้านตันต่อปี และปลดปล่อย PM2.5 จากการเผา รวมถึงการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรอื่นๆ เช่น อ้อย โดยการเผาในที่โล่งเกิดขึ้นมากในช่วงฤดูหนาวที่ประเทศไทยประสบปัญหา PM2.5 มีความรุนแรงของ PM2.5 แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ที่ตั้งบริเวณของแหล่งกำเนิดที่อยู่หลากหลายตำแหน่งไม่สามารถระบุบริเวณได้ว่าพื้นที่แหล่งกำเนิดใดส่งผลหลักต่อระดับ PM2.5 จึงทำให้การจัดการแหล่งกำเนิด การส่งเสริมให้ความรู้การจัดการของเหลือทิ้งจากภาคเกษตร การมีส่วนร่วมของชุมชน ไม่สัมฤทธิ์ผล ดังนั้นการศึกษานี้มุ่งที่จะศึกษาแก้ไขและจัดการปัญหา PM2.5 โดย 1) ระบุที่ตั้งบริเวณของแหล่งกำเนิดของการเกิดฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ศึกษา 2) ศึกษาวิจัยถึงพฤตกรรมแนวความคิดของชุมชนกับการเผาในที่โล่ง เพื่อนำไปสู่ 3) ศึกษากระบวนการแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้ทางเกษตร เช่น ฟางข้าว ผลิตเป็น นวัตกรรมใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป็นการสร้างมูลค่าให้กับชุมชนในพื้นที่แหล่งกำเนิด ทั้งนี้โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเผาในที่โล่งของประชาชนในพื้นที่ ร่วมสร้างความตระหนัก และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการลดการเผาในที่โล่ง ศึกษากลไกการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรด้วยการส่งเสริมวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบเหลือทิ้งทางการเกษตร โดยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมจากการเผาวัสดุหลือทิ้งทางการเกษตร และหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานวิจัยนี้จะสามารถสร้างรายได้เสริม หรือสามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพหลักสำหรับผู้ประกอบการและเกษตรกร พื้นที่ศึกษาวิจัยคือ พื้นที่ที่มีปัญหาการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร พื้นที่ทีมีความพร้อมในการสร้างนวัตกรรมจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ได้แก่ พื้นที่บางส่วนในจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ขอนแก่น และอุดรธานี โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ นักเรียนนักศึกษา กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงประชนชนในพื้นที่ ผลการศึกษาสำรวจข้อมูลพบว่าประเด็นที่ 1 สถานการณ์ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ในพื้นที่ศึกษาพบว่าในทุกจังหวัดพื้นที่ที่ได้ดำเนินการศึกษา ยังคงพบปัญหาการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ซึ่งหน่วยงานภาครัฐได้มีนโยบายรวมถึงมาตรการในการห้ามมิให้เผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว หรืออ้อย โดยทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าวัสดุเหลือทิ้งประเภทฟางข้าวมีการนำไปใช้ประโยชน์และไม่เป็นปัญหามากนัก เนื่องจากมีการนำไปเป็นอาหารสัตว์ อัดก้อนนำไปขาย นำไปคลุมหน้าดินเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดิน ปัญหาที่พบมากจะเป็นวัสดุประเภทอ้อยที่มีการเผาเป็นจำนวนมาก เนื่องด้วยการงดการเผาอ้อยมีข้อจำกัดด้านแรงงานคนและเครื่องจักรที่เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงได้ อีกทั้งแรงงานตัดอ้อยในไทยมีน้อยลงทุกวัน ดังนั้นการเผาอ้อยจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ประหยัดที่สุดสำหรับกลุ่มเกษตรกร ประเด็นที่ 2 ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ การเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและการแก้ไขปัญหาโดยชุมชน จากการศึกษาในกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งได้แก่ เจ้าหน้าที่ นักวิชาการ ครูอาจารย์ของหน่วยงานภาครัฐ นักเรียน ปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรกร ประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการในพื้นที่ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและการแก้ไขปัญหาโดยชุมชน โดยกลุ่มเป้าหมายมีความพร้อมและมีความยินดีในการให้ความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นประเด็นสำคัญในปัจจุบัน โดยให้หน่วยงานภาครัฐเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาและสนับสนุนงบประมาณในการแก้ปัญหาดังกล่าว ประเด็นที่ 3 ความต้องการ ด้านต่าง ๆ เช่นการสร้างนวัตกรรมจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร รวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กลุ่มเป้าหมายที่ศึกษาและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความต้องการที่แตกต่างกันไปตามสถานภาพทางสังคม เช่น ปราชญ์ชาวบ้านมีความต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และจริงใจกับชาวบ้าน ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ ส่งเสริมให้วิสาหกิจชุมชนดูตัวเอง สร้างอาชีพ สร้างรายได้เสริมได้ในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐมีความต้องการในการลดผลกระทบจากฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่เพื่อสุขภาพของประชนชน กลุ่มเกษตรกรต้องรายได้เสริมหรือการสร้างอาชีพใหม่จากการแปรรูปวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และในกลุ่มผู้ประกอบการ มีความต้องการที่จะส่งออกนวัตกรรมที่แปรรูปจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อเพิ่มฐานเศรษฐกิจให้กับประเทศ ประเด็นที่ 4 ผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผลกระทบจากการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรพบว่ามีในหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่สำคัญด้านสุขภาพ ผลกระทบทางด้านกายภาพและชีวภาพในการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ผลกระทบด้านเศรษฐกิจทั้งทางบวกและทางลบ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวที่เกิดขึ้นได้มีการศึกษาวิจัยเป็นจำนวนมากในกลุ่มนักวิชาการ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ประเด็นที่ 5 ผลจาการสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสำรวจและการจัดประชุมกลุ่มย่อย พบว่าในการแก้ไขปัญหาการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร จะต้องมีการสร้างกลไกเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เกษตรกร กลุ่มบุคลากรในสถานศึกษา หรือแม้กระทั่งกลุ่มแรงงาน หากมีการสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้ ควรมีการต่อยอดและมีหน่วยงานเอกชนที่เข้ามาดูและในเรื่องการกระจายสินค้า กลยุทธ์ด้านการตลาด สรุปผลจากการระดมความคิดการพัฒนารูปแบบกลไกการแก้ไขปัญหาการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร จะต้องมีการดำเนินการดังนี้คือ รัฐบาลควรมีกฎหมายหรือนโยบายที่ชัดเจนในการรับซื้อใบอ้อย และมีหลักประกันหรือเงินสนับสนุนหรือช่วยเหลือเกษตรกรรวมทั้งผู้ประกอบการ รวมถึงควรให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงานตัดอ้อย เพื่อให้ความรู้ พร้อมทั้งเพิ่มเงินสนับสนุน ในการแก้ไขปัญหาแรงงานตัดอ้อย ทั้งคนในพื้นที่ และคนนอกพื้นที่ ผู้ประกอบการ หรือโรงงานน้ำตาล เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาต้นน้ำ เนื่องจากเป็นผู้มีอำนาจในการรับซื้อหรือไม่รับซื้ออ้อยเผา ดังนั้น ผู้ประกอบการควรดำเนินการตามกฎหมาย ข้อประกาศของรัฐ กำหนดราคาในการรับซื้ออ้อยอย่างเป็นธรรมต่อลูกไร่ แรงงานผู้ตัดอ้อยต้องมีส่วนร่วมในการคิดวิธีการ ว่าต้องทำอย่างไรการเผาจึงจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากมีสิทธิต่อรองในการเลือกที่จะตัด/ไม่ตัด และ นักวิจัยจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ควรดำเนินการบูรณาการร่วมกันในการแก้ไขปัญหา รวมถึงพัฒนานวัตกรรมจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้สามารถเป็นที่ต้องการทางการตลาด หรือเพิ่มมูลค่าให้แก่วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนานวัตกรรมจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่กลุ่มเป้าหมาย โดยนวัตกรรมประกอบไปด้วย ถุงเพาะชำจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ถาดเพาะชำจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ไม้พาเลทจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ไม้อัดจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร กระถางต้นไม้ย่อยสลายได้จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และถุงครอบผลไม้จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ซึ่งใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ง่ายไม่ซับซ้อน โดยถุงครอบผลไม้จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่มีผู้ใดผลิต และอยู่ระหว่างการดำเนินการขอจดอนุสิทธิบัตร จากผลการวิจัยครั้งนี้ได้มีการขยายผลในระดับประเทศ โดยหน่วยงานวิจัยร่วมจำนวนหนึ่ง ได้แก่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต ได้มีการดำเนินการจัดทำหลักสูตรจากโครงการวิจัยในการจัดทำการประกวดการจัดทำนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่บุคลากรในเครือข่าย เพื่อให้นักศึกษาในเครือข่ายศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยสามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมถึงมีการต่อยอดนวัตกรรมเพื่อให้สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ เป็นไปตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งของการวิจัย