กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
งานก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นงานที่ซับซ้อน เนื่องจากประกอบด้วยกิจกรรมย่อยหลายกิจกรรมที่มีการทำงานเป็นลำดับขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานก่อสร้างที่มีลักษณะการทำงานซ้ำกันที่ต้องการความต่องเนื่องของกระบวนการ ความล่าช้าที่เกิดขึ้นต่อการทำงานของกิจกรรมคอขวดจะมีผลต่อการขยายระยะเวลาก่อสร้างของทั้งโครงการ อีกทั้งปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการทำให้ระยะเวลาในการทำงานมีความไม่แน่นอน และทำให้การคาดการณ์ถึงระยะเวลาโครงการที่ถูกต้องนั้นเป็นไปได้ยาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการประยุกต์ใช้แบบจำลองสถานการณ์ STROBOSCOPE เพื่อวิเคราะห์กระบวนการทำงานที่มีรูปแบบซ้ำกัน โดยมีโครงการบ้านจัดสรรเป็นกรณีศึกษา การวิจัยเริ่มจากการเก็บข้อมูลขั้นตอนการทำงาน ระยะเวลาของกิจกรรมก่อสร้าง อุปสรรคที่ทำให้การทำงานขาดความต่อเนื่องและก่อให้เกิดความล่าช้า และทำการจำลองงานก่อสร้างบ้านจัดสรรจำนวน 20 แปลงซ้ำกันจำนวน 1,000 รอบ ภายใต้ 4 เงื่อนไข คือ 1. ระยะเวลาทำงานของกิจกรรมเป็นไปตามแผน 2. ระยะเวลาทำงานของกิจกรรมที่ใช้ตามการผลการเก็บข้อมูล 3. ระยะเวลาทำงานที่ปราศจากอุปสรรคที่ควบคุมได้ 4. ระยะเวลาทำงานจริงที่ปราศจากอุปสรรคทั้งหมด จากการวิเคราะห์ผลพบว่า สภาพการทำางานหากการดำเนินงานเป็นไปตามแผนจะมีจุดวิกฤตของการทำงานที่แตกต่างจากสภาพการทำงานจริงในปัจจุบันและระยะเวลาโครงการของการทำงานภายใต้เงื่อนไขทั้งสองนี้มีความแตกต่างกันมากเนื่องจากอุปสรรคที่เกิดระหว่างก่อสร้าง เมื่อเปรียบเทียบสภาพการทำงานภายใต้เงื่อนไขที่ 3 และ 4 พบว่าผลกระทบของสภาพอากาศต่อระยะเวลาโครงการมีค่าน้อยมาก แม้ว่าผลการเก็บที่ได้จะอยู่ในช่วงฤดูฝน นอกจากนี้งานวิจัยได้เสนอแนวทางในการลดระยะเวลาโครงการ โดยแนะนำให้พยายามลดอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับการทำงานของกิจกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่วิกฤตในทุก ๆ หน่วยก่อสร้าง เพื่อที่จะสามารถลดระยะเวลาโครงการได้ พร้อมทั้งเสนอการเลื่อนวันเริ่มต้นการทำงานของบางกิจกรรม เพื่อลดระยะเวลารอคอยของคนงานระหว่างหน่วยก่อสร้างและทำให้การทำงานเกิดความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น งานก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นงานที่ซับซ้อน เนื่องจากประกอบด้วยกิจกรรมย่อยหลายกิจกรรมที่มีการทำงานเป็นลำดับขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานก่อสร้างที่มีลักษณะการทำงานซ้ำกันที่ต้องการความต่องเนื่องของกระบวนการ ความล่าช้าที่เกิดขึ้นต่อการทำงานของกิจกรรมคอขวดจะมีผลต่อการขยายระยะเวลาก่อสร้างของทั้งโครงการ อีกทั้งปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการทำให้ระยะเวลาในการทำงานมีความไม่แน่นอน และทำให้การคาดการณ์ถึงระยะเวลาโครงการที่ถูกต้องนั้นเป็นไปได้ยาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการประยุกต์ใช้แบบจำลองสถานการณ์ STROBOSCOPE เพื่อวิเคราะห์กระบวนการทำงานที่มีรูปแบบซ้ำกัน โดยมีโครงการบ้านจัดสรรเป็นกรณีศึกษา การวิจัยเริ่มจากการเก็บข้อมูลขั้นตอนการทำงาน ระยะเวลาของกิจกรรมก่อสร้าง อุปสรรคที่ทำให้การทำงานขาดความต่อเนื่องและก่อให้เกิดความล่าช้า และทำการจำลองงานก่อสร้างบ้านจัดสรรจำนวน 20 แปลงซ้ำกันจำนวน 1,000 รอบ ภายใต้ 4 เงื่อนไข คือ 1. ระยะเวลาทำงานของกิจกรรมเป็นไปตามแผน 2. ระยะเวลาทำงานของกิจกรรมที่ใช้ตามการผลการเก็บข้อมูล 3. ระยะเวลาทำงานที่ปราศจากอุปสรรคที่ควบคุมได้ 4. ระยะเวลาทำงานจริงที่ปราศจากอุปสรรคทั้งหมด จากการวิเคราะห์ผลพบว่า สภาพการทำางานหากการดำเนินงานเป็นไปตามแผนจะมีจุดวิกฤตของการทำงานที่แตกต่างจากสภาพการทำงานจริงในปัจจุบันและระยะเวลาโครงการของการทำงานภายใต้เงื่อนไขทั้งสองนี้มีความแตกต่างกันมากเนื่องจากอุปสรรคที่เกิดระหว่างก่อสร้าง เมื่อเปรียบเทียบสภาพการทำงานภายใต้เงื่อนไขที่ 3 และ 4 พบว่าผลกระทบของสภาพอากาศต่อระยะเวลาโครงการมีค่าน้อยมาก แม้ว่าผลการเก็บที่ได้จะอยู่ในช่วงฤดูฝน นอกจากนี้งานวิจัยได้เสนอแนวทางในการลดระยะเวลาโครงการ โดยแนะนำให้พยายามลดอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับการทำงานของกิจกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่วิกฤตในทุก ๆ หน่วยก่อสร้าง เพื่อที่จะสามารถลดระยะเวลาโครงการได้ พร้อมทั้งเสนอการเลื่อนวันเริ่มต้นการทำงานของบางกิจกรรม เพื่อลดระยะเวลารอคอยของคนงานระหว่างหน่วยก่อสร้างและทำให้การทำงานเกิดความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น