การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้แคลเซียมคาร์บอเนตจากวัสดุเหลือทิ้งเพื่อเป็นสารตั้งต้นสำหรับผลิตเซรามิกขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาการเตรียมแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ที่พบตามธรรมชาติซึ่งเป็น ขยะเหลือทิ้ง โดยส่วนใหญ่จำนำมาทำเป็นปุ๋ยหรืออารหารสัตว์ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าให้แก่ขยะเหลือทิ้ง เหล่านี้ได้น้อย จากการศึกษาพบว่าเปลือกไข่จะมีปริมาณของแคลเซียมคาร์บอเนตมากถึง 96 % ใน งานวิจัยนี้จึงสนใจที่จะนำแคลเซียมคาร์บอเนตจากเปลือกไข่มาประยุกต์ใช้เป็นสารตั้งต้นในการ เตรียมอิเล็กโทรเซรามิก ซึ่งจากงานวิจัยที่ได้ศึกษาย้อนไปพบว่ามีสารประกอบที่มีแคลเซียมเป็น องค์ประกอบหลักอยู่ที่น่าสนใจอยู่ 6 ระบบ ได้แก่ CaNb2O6 Ca4Nb2O9 CaZrO3 CaWO4 CaCu3Ti4O12 และ Ca3Co4O9 โดยนำแคลเซียมคาร์บอเนตจากเปลือกไข่มาใช้เป็นสารตั้งต้นในการ สังเคราะห์โดยวิธีปฏิกิริยาสถานะของแข็ง (Solid state reaction) จากนั้นศึกษาพฤติกรรมทางความ ร้อนของสารผสมระหว่างสารตั้งต้นโดยเทคนิคเทอร์โมกราวิเมทริกอะนาไลซิส (Thermogravimetric Analysis; TGA) พบว่า CaWO4 มีอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเผาแคลไซน์อยู่ที่ 600 องศาเซลเซียส Ca4Nb2O9 และ CaCu3Ti4O12 มีอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเผาแคลไซน์อยู่ที่ 800 องศาเซลเซียส CaNb2O6 CaZrO3 และ Ca3Co4O9 มีอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเผาแคลไซน์อยู่ที่ 900 องศา เซลเซียส จากนั้นนำผงผลึกที่ผ่านการเผาแคลไซน์มาศึกษาการเกิดเฟสและโครงสร้างด้วยเทคนิคการ เลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-Ray Diffraction; XRD) พบว่าสารทั้ง 6 ระบบมีตำแหน่งพีคที่เกิดขึ้น สอดคล้องกับฐานข้อมูลมาตรฐาน JCPDS ผลจากเทคนิครามานสเปกโตรสโกปี (Raman spectroscopy; Raman) และฟูเรียร์ทรานสฟอร์มอินฟราเรดสเปกโตรสโคปี (Fourier transform infrared spectroscopy; FTIR) พบว่าพีกที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับโหมดการสั่นของพันธะของสารในแต่ ละระบบอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังศึกษาโครงสร้างจุลภาคด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่อง กราด (scanning electron microscope; SEM) พบว่าอนุภาคที่ได้ของทั้ง 6 ระบบมีลักษณะหลาย เหลี่ยมและขนาดอนุภาคเฉลี่ยขึ้นกับอุณหภูมิในการเผาแคลไซน์ และตรวจสอบสมบัติไดอิเล็กทริก ของสารที่เตรียมได้ พบว่าเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเซรามิกมีค่าคงที่ไดอิเล็กทริกและค่าการสูญเสียไดอิเล็กท ริกที่คงที่และมีค่าใกล้เคียงกันในทุกความถี่ที่ทำการวัด คำสำคัญ: อิเล็กโทรนิกเซรามิก แคลเซียมคาร์บอเนต ไดอิเล็กทริก