กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
โครงการวิจัยนี้ศึกษาการสังเคราะห์แกรฟีนโฟมจากขยะพลาสติกเพื่อใช้เป็นแผ่นดักจับฝุ่น PM2.5 โดยโครงการวิจัยนี้ได้ศึกษาการปลูกแกรฟีนบนนิกเกิลโฟม (3?4?0.2 cm3) โดยใช้วิธีการเคลือบผิวด้วยไอเคมีทึ่ใช้ขยะหลอดพลาสติกและขยะขวดพลาสติกเป็นแหล่งคาร์บอน ผลการวิจัยแสดงให้ทราบว่าการปลูกแกรฟีนที่อุณหภูมิ 800 ?C เป็นเวลานาน 30 นาที โดยใช้ปริมาณขยะหลอดพลาสติก 0.5 กรัม เป็นเงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการปลูกแกรฟีน โครงการวิจัยนี้ได้แสดงผลการทดสอบประสิทธิภาพและตัวประกอบคุณภาพ (quality factor) ของแกรฟีนโฟมที่มีความหนา 1.6 มิลลิเมตร จากผลการทดสอบทำให้ทราบว่าแกรฟีนโฟมสามารถดับจับฝุ่นได้ทั้ง PM1, PM2.5, และ PM10 โดยมีค่าประสิทธิภาพเฉลี่ยของการกรองฝุ่น PM1, PM2.5, และ PM10 เป็น 81.74% 82.69% และ 81.58% ตามลำดับ นอกจากนี้ผลการทดสอบความพรุ่นด้วยเทคนิค mercury intrusion porosimetry (MIP) แสดงให้ทราบว่าแกรฟีนโฟมนั้นมีค่าความพรุนสูงมากถึง 96.61% เป็นเหตุให้ค่าตัวประกอบคุณภาพของแผ่นกรองฝุ่นแกรฟีนโฟมนั้นมีค่าเข้าใกล้อนันต์ ซึ่งแสดงให้ทราบว่าแผ่นกรองฝุ่นแกรฟีนโฟมมีความสามารถในการระบายอากาศดีเยี่ยม นอกจากนี้โครงการวิจัยนี้ยังศึกษาการแปรรูปกากของเสีย FeCl3 ที่เกิดจากกระบวนการสังเคราะห์แกรฟีน ให้เป็นวัสดุที่มีมูลค่าสูง เช่น แกรฟีนผงและแกรฟีนผงหุ้มโลหะ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นโครงการวิจัยนี้ได้สาธิตการใช้แกรฟีนผงหุ้มโลหะในการการดักจับสารอินทรีย์ที่ปนเปื้อนในน้ำและแสดงการแยกแกรฟีนผงหุ้มโลหะจากน้ำโดยการใช้แม่เหล็กอีกด้วย
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 4 — 4. Key elements demonstrated in laboratory environments
ผลิตภัณฑ์แกรฟีนโฟมดักฝุ่น PM2.5 ที่ได้จากการสังเคราะห์แกรฟีนโฟมโดยใช้ขยะพลาสติกเป็นวัตถุดิบ จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับทดสอบประสิทธิภาพการดักจับฝุ่น PM2.5 ในระดับห้องปฏิบัติการ
แกรฟีนเป็นวัสดุที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าแกรฟีนสามารถสังเคราะห์ได้ด้วยวิธีการเคลือบผิวด้วยไอเคมีโดยใช้แหล่งคาร์บอนที่เป็นแก๊สไฮโดรคาร์บอนหรือของเหลวเช่นน้ำมันพืชเป็นแหล่งคาร์บอนก็ได้ ดังแสดงในหัวข้อย่อย "สรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา" ดังนั้นการสังเคราะห์แกรฟีนโดยวิธีการเคลือบผิวด้วยไอเคมีโดยใช้ขยะพลาสติกเป็นแหล่งคาร์บอน จึงมีความเป็นไปได้สูง
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 4 — 4. problem validated through pilot testing in relevant environment to substantiate proposed impact and societal readiness