การศึกษาหลักการนำน้ำทิ้งจากภาคอุตสาหกรรมไปใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร กรณีศึกษาอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
เก็บข้อมูลและตัวอย่างน้ำทิ้งจากโรงงานแป้งมันสำปะหลังที่เป็น zero discharge จำนวน 6 โรงงาน วิเคราะห์คุณภาพน้ำทิ้งตามพารามิเตอร์ของประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องกำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจาก โรงงาน พ.ศ. 2560 จากนั้นคัดเลือก 3 โรงงาน เพื่อทำการทดลองปลูกพืช ทำการเก็บตัวอย่างดินมาวิเคราะห์คุณภาพดินเริ่มต้น และทำการศึกษาผลกระทบจากการนำน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง เปรียบเทียบกับน้ำดีจากแหล่งน้ำธรรมชาติต่อการเจริญเติบโตและมวลชีวภาพของมันสำปะหลัง อ้อย และผักสลัดบิ๊กกรีนโอ๊ค จากการวิเคราะห์คุณภาพน้ำทิ้งของโรงงานแป้งมันสำปะหลังพบว่ามีค่าพารามิเตอร์บางตัวที่เกินมาตรฐาน ได้แก่ ค่าของแข็งแขวนลอย (Total Suspended Solids) ค่า BOD และค่า COD อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานว่าค่าพารามิเตอร์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อพืชที่ปลูกจึงนำไปทดสอบการปลูกพืชตัวอย่างต่อไป นอกจากนี้ยังพบว่าค่าโลหะหนักต่างๆ ค่า SAR (Sodium Adsorption Ratio) และ ค่า pH ไม่เกินค่ามาตรฐาน คุณภาพดินของโรงงานทั้ง 3 โรงงานมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย และดินร่วนเหนียวปนทราย ค่า pH อยู่ในช่วง 6.28-7.72 มีค่าอินทรียวัตถุปานกลาง ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืช (N,P,K) ต่ำ ผลการทดลองในมันสำปะหลังโดยภาพรวม พบว่าการใช้น้ำทิ้ง น้ำดี และสภาพน้ำตามธรรมชาติ มีผลให้ผลผลิตของมันสำปะหลัง ได้แก่ ผลผลิตหัวสด จำนวนหัวเฉลี่ยต่อต้น น้ำหนักเฉลี่ยต่อหัว ความกว้างหัว ความยาวหัว เปอร์เซ็นต์แป้ง ปริมาณแป้งต่อพื้นที่ และดัชนีเก็บเกี่ยว แตกต่างกัน โดยการใช้น้ำทิ้งมีผลให้ผลผลิตมากที่สุด ซี่งใกล้เคียงกับการใช้น้ำดี ขณะที่สภาพน้ำตามธรรมชาติให้ผลผลิตน้อยที่สุด ผลการทดลองในอ้อยโดยภาพรวมพบว่า การใช้น้ำทิ้ง น้ำดี และสภาพน้ำตามธรรมชาติ มีผลให้การเจริญเติบโต ได้แก่ ความสูงต้นอ้อย และผลผลิตของอ้อย ได้แก่ จำนวนลำอ้อยต่อไร่ ความยาวปล้อง จำนวนปล้องต่อลำ น้ำหนักสดอ้อยต่อลำ และน้ำหนักสดอ้อยต่อไร่ แตกต่างกัน โดยการใช้น้ำทิ้งมีผลให้การเจริญเติบโตและผลผลิตมากที่สุด ซี่งใกล้เคียงกับการใช้น้ำดี ขณะที่สภาพน้ำตามธรรมชาติมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตน้อยที่สุด ส่วนเปอร์เซ็นต์ CCS โดยภาพรวมนั้นไม่แตกต่างกัน ผลการทดลองในผักสลัดบิ๊กกรีนโอ๊ค การใช้น้ำทิ้ง น้ำดีและระยะกล้า (น้ำดี) + ปลูก (น้ำทิ้ง) มีผลให้การเจริญเติบโตและผลผลิต มีความแตกต่างกัน โดยระยะกล้า (น้ำดี) + ปลูก (น้ำทิ้ง) มีผลให้การเจริญเติบโต น้ำหนักสดและน้ำหนักแห้งมากที่สุด ซึ่งใกล้เคียงกับการใช้น้ำดี ผลการวิเคราะห์ธาตุอาหารของมันสำปะหลัง อ้อย และผักสลัดบิ๊กกรีนโอ๊ค พบว่า ทั้งการใช้น้ำทิ้งและน้ำดี ส่งผลให้ทุกพืชมีปริมาณแร่ธาตุ เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และเหล็ก ค่อนข้างสูง แต่ไม่เกินค่ามาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดโดยกลุ่มสมาพันธ์ยุโรป (ECE, 1993) ส่วนค่าสารพิษโลหะหนักต่างๆ ได้แก่ ไซยาไนด์ สารหนู แคดเมียม ตะกั่วและปรอท ไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด เมื่อวิเคราะห์คุณภาพดินหลังการเก็บเกี่ยว พบว่าทั้งการใช้น้ำดีและน้ำทิ้งส่งผลให้ดินมีปริมาณธาตุโพแทสเซียม แคลเซียม คลอไรด์ และเหล็กค่อนข้างสูงกว่าดินก่อนการเพาะปลูก ส่วนค่าโลหะหนักและสารพิษตกค้างในดิน ได้แก่ ไซยาไนด์ สารหนู แคดเมียม โครเมียม ตะกั่ว และปรอท มีค่าไม่เกินมาตรฐานตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพดิน พ.ศ. 2564 (มาตรฐานคุณภาพดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อการค้าขาย เกษตรกรรม และกิจการอื่นๆ) ดังนั้น เบื้องต้นน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ในการเพาะปลูกได้ โดยให้ปริมาณผลผลิตไม่แตกต่างจากการใช้น้ำดีและน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างและโลหะหนักในพืชและในดินในระยะเวลา 1 ปี อย่างไรก็ตาม การสะสมของสารตกค้างและโลหะหนักในดิน ขึ้นอยู่กับระยะเวลา