Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2563

ความสามารถต้านทานการสั่นสะเทือนเนื่องจากแผ่นดินไหวของโครงสร้างอาคารที่พักอาศัยระบบเสาคานคอนกรีตสำเร็จรูประบบแผ่นเกี่ยวและสลักยึดที่มีใช้ในประเทศไทย

เมธี บุญพิเชฐวงศ์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2563

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

ปัจจุบันอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่อยู่อาศัยได้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร โดยการก่อสร้างระบบคอนกรีตหล่อสำเร็จ เป็นวิธีการก่อสร้างที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งจะสามารถควบคุมคุณภาพของชิ้นส่วนให้มีความแข็งแรง และใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างที่หน้างานลดลง ในช่วงก่อนที่กฎกระทรวงฉบับที่ 46 (พ.ศ.2540) และกฎกระทรวง พ.ศ.2564 ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จะมีผลบังคับใช้ มิได้คำนึงถึงการคำนวณและการออกแบบให้โครงสร้างอาคารให้รับแรงแผ่นดินไหว ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่อาคารจะเกิดความเสียหายของโครงสร้างได้ งานวิจัยนี้จึงเลือกพิจารณาอาคารตัวอย่างเป็นอาคารที่พักขนาดความสูง 2 ชั้น และสมมติที่ตั้งของอาคารตัวอย่างอยู่ที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่และสมมติประเภทของชั้นดินเป็นประเภท D โดยมีจุดต่อระหว่างเสาและคานเป็นแบบแผ่นเกี่ยว (Socket) และจุดต่อระหว่างเสากับเสาและเสากับฐานรากเป็นแบบสลักเกลียว (Bolting) เพื่อศึกษาความสามารถในการต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว โครงการวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่งานวิจัยส่วนที่ 1 เป็นการศึกษาวิเคราะห์โดยใช้แบบจำลองเพื่อศึกษาพฤติกรรมของโครงสร้างภายใต้ความรุนแรงแผ่นดินไหวสำหรับการออกแบบโดยจะทำการเปรียบเทียบแบบจำลองทั้งหมด 3 แบบ คือโครงสร้างอาคารคอนกรีตหล่อในที่ (CIP, cast-in-place concrete building) โครงสร้างอาคารคอนกรีตหล่อสำเร็จเมื่อพิจารณาส่วนยื่นของคาน (PCB, precast building with cantilevered beams) และโครงสร้างอาคารคอนกรีตหล่อสำเร็จเมื่อไม่พิจารณาส่วนยื่นของคาน (PCNB, precast building with no cantilevered beams) โดยทั้ง 3 แบบจะใช้แบบอาคารขนาดเดียวกัน ซึ่งจะทำการวิเคราะห์โครงสร้างภายใต้แผ่นดินไหวโดยวิธีการผลักทางด้านข้าง (Pushover Analysis) และวิธีวิเคราะห์การตอบสนองไม่เชิงเส้นประวัติเวลา (Nonlinear Response History Analysis) ตามมาตรฐาน มยผ.1301/1302-61 โดยสร้างแบบจำลองชิ้นส่วนเสาและคานเป็นแบบเชิงเส้นและไม่เชิงเส้นในโปรแกรมวิเคราะห์โครงสร้าง ETABS V18 และกำหนดจุดรองรับเป็นแบบยึดแน่น เพื่อประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นในชิ้นส่วนของโครงสร้างและการเคลื่อนตัวสัมพัทธ์ระหว่างชั้น ผลการศึกษาพบว่าชิ้นส่วนของโครงสร้างอาคารตัวอย่างทั้ง 3 แบบมีค่าอัตราส่วนระหว่างแรงที่ต้องต้านทานต่อกำลังที่หน้าตัดรับได้ (DCR) มีค่ามากกว่า 1 หมายความว่าหน้าตัดของชิ้นส่วนโครงสร้างนั้นๆไม่สามารถรับแรงที่เกิดขึ้นได้ โดยอาคาร CIP มีค่า DCR ต่ำที่สุด ถัดมาเป็นอาคาร PCB และอาคาร PCNB มีค่า DCR มากที่สุด ในส่วนของการประเมินความเสียหายโดยรวมของอาคารจากความเสียหายที่เกิดขึ้นในองค์อาคารและการเคลื่อนตัวสัมพัทธ์ระหว่างชั้นพบว่าอาคาร CIP มีความเสียหายไม่ผ่านเกณฑ์ระดับป้องกันการพังทลาย สำหรับอาคาร PCB มีความเสียหายอยู่ในเกณฑ์ของระดับป้องกันการพังทลาย ซึ่งเป็นระดับที่มีความเสียหายรุนแรงมาก สุดท้ายอาคาร PCNB มีความเสียหายไม่ผ่านเกณฑ์ระดับป้องกันการพังทลาย อ้างอิงเกณฑ์สมรรถนะของโครงสร้างตามมาตรฐาน มยผ.1303-57 งานวิจัยส่วนที่ 2 เป็นการศึกษาการทดสอบสมรรถนะของตัวอย่างจุดต่อของโครงสร้างภายใต้แรงกระทำแบบวัฏจักรโดยใช้ชิ้นส่วนแบบขนาดจริงในห้องปฏิบัติการ จากการศึกษาพบว่า ตัวอย่างจุดต่อระหว่างเสากับฐานรากแบบสลักเกลียวมีความสามารถในการส่งถ่ายโมเมนต์ดัดไปยังฐานรากได้และสามารถโยกตัวรองรับการเคลื่อนตัวสัมพัทธ์ระหว่างชั้นได้อย่างน้อยร้อยละ 3.50 หรือผ่านเกณฑ์สมรรถนะระดับปลอดภัยต่อชีวิต แต่มีขนาดที่ไม่เพียงพอในการต้านทานแรงด้านข้างที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวในงานวิจัยส่วนที่ 1 ได้ และจากผลการทดสอบตัวอย่างทดสอบจุดต่อระหว่างเสากับคานแบบแผ่นเกี่ยว แสดงให้เห็นว่า ตัวอย่างจุดต่อระหว่างเสาและคานที่ศึกษานี้มีความสามารถในการส่งถ่ายโมเมนต์ดัดที่น้อยมากและมีพฤติกรรมของจุดต่อระหว่างเสาและคานคล้ายกับเป็นจุดหมุนเมื่ออยู่ในสภาวะที่ต้องต้านแรงด้านข้างแบบกลับไปกลับมา ซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะของจุดต่อประเภทนี้ และจุดต่อสามารถโยกตัวรองรับการเคลื่อนตัวสัมพัทธ์ระหว่างชั้นได้อย่างน้อยร้อยละ 3.25 หรือผ่านเกณฑ์สมรรถนะระดับปลอดภัยต่อชีวิต อ้างอิงเกณฑ์สมรรถนะของโครงสร้างตามมาตรฐาน มยผ.1303-57 งานวิจัยส่วนที่ 3 เป็นการแนะนำการปรับปรุงการออกแบบสำหรับอาคารที่จะสร้างใหม่และคำแนะนำในการปรับปรุงโครงสร้างกรณีที่สร้างไปแล้วเพื่อให้อาคารมีความปลอดภัยเพียงพอต่อการใช้งานตามมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว มยผ.1301/1302-61

คำสำคัญ

แผ่นดินไหวReinforced concreteSeismicคอนกรีตเสริมเหล็กPrecast constructionการก่อสร้างระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

นวัตกรรมระบบเสริมกำลังต้นทุนต่ำสำหรับโครงสร้างคอนกรีตโดยการใช้เหล็กเหนี่ยวอัดแรงโอบรัดรอบภายหลัง

ทนงศักดิ์ อิ่มใจ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2563

พฤติกรรมคาน-เสา-แผ่นพื้นสำเร็จรูปคอนกรีตเสริมเหล็กของเสาต้นริมที่ก่อสร้างในประเทศไทยภายใต้แรงแผ่นดินไหว

อานนท์ วงษ์แก้ว มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2555

การศึกษาเทคนิคการเสริมกําลังอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อ ต้านทานแรงแผ่นดินไหวในเขตภาคเหนือของประเทศไทย

เจนศักดิ์ คชนิล พ.ศ. 2560

การศึกษาประสิทธิภาพการเสริมกำลังเสาคอนกรีตที่มีกำลังอัดต่ำโดยแผ่นเหล็กเหนี่ยวอัดแรงรัดรอบภายหลัง

ทนงศักดิ์ อิ่มใจ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2563

จุดต่อโครงสร้างคอนกรีตสำเร็จรูปต้านทานแรงแผ่นดินไหวในเขตภาคเหนือ และผลกระทบกับโครงสร้างต่อความต้องการทางสถาปัตยกรรม

ชยานนท์ หรรษภิญโญ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2555

ศึกษาวิธีการออกแบบและเสริมกำลังอาคารในประเทศไทยเพื่อต้านทานแผ่นดินไหว

เป็นหนึ่ง วานิชชัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย พ.ศ. 2558

Perilaku Struktur Bangunan dengan Ketidakberaturan Vertikal Tingkat Lunak Berlebihan dan Massa Terhadap Beban Gempa

พ.ศ. 2559

Performance of an Existing Reinforced Concrete Building Designed in Accordance to Older Indonesian Seismic Code: A Case Study for a Hotel in Kupang, Indonesia

มหาวิทยาลัยคริสเตียน พ.ศ. 2561

การปรับปรุงสมรรถนะต้านทานแผ่นดินไหวของอาคารเตี้ยด้วยการเสริมกำลังองค์อาคารและผนังก่อ

ไพบูลย์ ปัญญาคะโป สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2565

การประเมินและการเสริมสมรรถนะความต้านทานแผ่นดินไหวของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กในเขตภาคเหนือของประเทศไทย

เจนศักดิ์ คชนิล มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ พ.ศ. 2560