การศึกษาเพื่อตรวจวัดและปรับปรุงสมรรถนะด้านพลังงาน จากแบบจำลองสารสนเทศของอาคารสถานบริการสุขภาพระดับทุติยภูมิ (ระดับกลาง)
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์หลักของการศึกษาครั้งนี้คือ เพื่อศึกษาการออกแบบอาคารแบบูรณาการระหว่างการพัฒนา แบบจำลองสารสนเทศ กับการตรวจวัดสมรรถนะด้านพลังงาน ของรูปแบบมาตรฐานอาคารสถานบริการสุขภาพระดับ ทุติยภูมิ (ระดับกลาง) กองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อการตรวจวัดและปรับปรุง สมรรถนะด้านพลังงานของอาคาร อันมุ่งสู่กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด (Generalization) ทั้งทางด้าน กระบวนการ (Procedure) ด้านการใช้เครื่องมือ และด้านแนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรม แก่ผู้ออกแบบอาคาคารสถาน บริการสุขภาพ ให้เป็นข้อมูลเพื่อเป็นการปรับปรุงการใช้งานรูปแบบมาตรฐาน ให้อาคารสถานบริการสุขภาพมื ประสิทธิภาพด้านพลังงานที่ดี และก้าวสู่การเป็นสถาปิตยกรรมที่ยั่งยืน การเลือกใช้เครื่องมือในการศึกษานั้นเป็นการบูรณาการของเครื่องมือหลากหลายชนิดอันได้แก่ การเลือกใช้ Autodesk Revit Architecture เป็นระบบพัฒนาแบบจำลองสารสนเทศ และเลือกใช้ ใช้ Autodesk Ecotect เป็นระบบ ดรวจวัดสมรรถนะด้านพลังงาน โดยใช้มาตรฐานภาษา g(XML ในการส่งผ่านข้อมูลระหว่างระบบทั้งสอง รูปแบบ มาตรฐานที่ถูกเลือกเพื่อเป็นกลุ่มตัวอย่างโนงานวิจัยคือ รูปแบบมาตรฐานของอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน หมายเลขแบบ กองแบบแผน 10404 โดยแบบก่อสร้างและข้อกำหนดในการก่อสร้างของแบบนี้ถูกนำมาจำแนก พัฒนา เป็นแบบจำลอง รสนเทศต้นแบบ และจะถูกส่งข้อมูลในรูปแบบ gOXML สู่ระบบสำหรับตรวจวัดสมรรถนะด้านพลังงาน และเปลี่ยน์ ทางการวางอาคารด้วยการหมุนแบบจำลองจากศูนย์กลางอีกเจ็ดทิศ แบบจำลองทั้งแปดจะถูกตรวจวัดสมรรถนะด้าน พลังงาน หลังจากนั้นจึงนำแบบจำลองสารสนเทศศต้นแบมาปรับปรุงแบบอาคารเพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านพลังงาน 2 วิธีการ วิธีการแรกคือปรับปรุงแบบอาคารโดยไม่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของอาคาร คือเปลี่ยนชนิดวัสดุก่อสร้างให้มีค่า สัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนรวมที่ลดลง และวิธีที่สองคือ ปรับปรุงแบบอาคารโดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างของอาคาร โดยมีการเปลี่ยนลักษณะหลังคา และเปลี่ยนชนิดวัสดวัสดก่อสร้างและหลังคาให้มีค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนรวมที่ ลดลง และให้ปรับระดับหลังคาให้มีช่องว่างบริเวณเหนือฝ้าเพดานถึงใต้โครงสร้างหลังดา เพื่อการระบายอากาศด้วยวิธี ธรรมชาติ และเพิ่มเติมอุปกรณ์กันแดดแก่แบบจำลองสารสนเทศ ผลจากการตรวจวัดสะท้อนให้เห็นว่า การนำอาคารกลุ่มตัวอย่างมาจัดวางในทิศทางที่ต่างกัน นั้นส่งผลให้มี สมรรถนะด้านพลังงานที่ต่างกัน แต่พบว่าความแตกต่างนั้นมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย เนื่องจากสันนิษฐานได้ว่า การตรวจวัดสมรรถนะด้านพลังงาน จากภาระการทำความเย็นของระบบปรับอากาศแบบเครื่องกลนั้น ส่วนใหญ่เกิดจาก การส่งผ่านความร้อนจากหลังคาอันเกิดจากรังสืความร้อนของดวงอาทิตย์ โดยการจัดวางอาคารที่หันให้ด้านที่มีการใช้ ระบบปรับอากาศแบบเครื่องกลเข้าสู่ด้านรับแดด จะส่งผลให้อาคารนี้มีสมรรถนะด้านพลังงานที่ศัยที่สุด การเปลี่ยน วัสดุก่อสร้างและองค์ประกอบอาคารนั้น ส่งผลให้สมรรถนะด้านพลังงานของอาดารดีขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งการใช้หลังคาที่มีสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนรวมต่ำ ร่วมกับใช้การระบายอากาศด้วยวิธีธรรมชาติบริเวณใด้ หลังคา ซึ่งให้ผลลัพธ์การตรวจวัดสมรรถนะด้านพลังงานที่ดีขึ้นเป็นอย่างมากในสัดส่วนที่มากที่สุด นอกจากนั้น ได้พบข้อจำกัดของการบูรณาการะหว่าง ระบบพัฒนาแบบจำลองสารสนเทศกับระบบดรวจวัด สมรรถนะด้านพลังงานของอาคาร ทั้งทางเชิงกระบวนการ และเชิงการจัดการ อันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำวิธีการ ออกแบบอาคารแบบบูรณาการ มาใช้ปฏิบัติจริงในหน่วยงานออกแบบอาคารทางราชการ