การบริหารจัดการทางวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง (มานิ)ของประเทศมาเลเซียและประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยนี้เป็นงานศึกษาชนพื้นเมือง กลุ่มนิกริโต ที่มีการกระจายตัวอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย และตอนบนของคาบสมุทรมลายู ประเทศมาเลเซีย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตของชนพื้นเมือง (มานิ) ในประเทศมาเลเซียและประเทศไทย ศึกษาเงื่อนไขและการดำเนินนโยบาย ผลกระทบจากการดำเนินนโยบาย รวมถึงรูปแบบและแนวทางการจัดการทางวัฒนธรรมชนพื้นเมือง (มานิ) ของประเทศมาเลเซียและประเทศไทย ทั้งนี้การศึกษาวิจัยข้อมูลเชิงเอกสาร เพื่อค้นคว้างานเขียนต่าง ๆ ของแต่ละประเทศที่เริ่มมีการศึกษากลุ่มชนพื้นเมืองเหล่านี้อย่างไรและเมื่อไร ซึ่งนำมาเป็นจุดเชื่อมต่อในการศึกษาวิจัยภาคสนาม โดยศึกษาชนพื้นเมือง (มานิ) บ้านคลองทรายขาว อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง ประเทศไทย และโอรังอัสลี กลุ่มนิกริโต ภาษายะไฮ ณ หมู่บ้านสุไหงราอูล (KG. Orangasli Sungai Rual) ในเมืองเจลี่ (Jeli) ในเขตรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย จากการศึกษาจึงพบว่า กลุ่มชนพื้นเมือง (มานิ) ในประเทศไทยมีการกระจายในภาคใต้ของไทย แต่คนละกลุ่มภาษา สำหรับกรณีกลุ่มที่อาศัยในเขตเทือกเขาบรรทัด ครอบคลุมจังหวัดพัทลุง จังหวัดตรังและจังหวัดสตูลเป็นกลุ่มที่ติดต่อไปมาหาสู่กัน แต่งงานและเป็นเครือญาติ ยังคงอาศัยอยู่ในป่าและมีการติดต่อสัมพันธ์กับคนภายนอก จากการเปลี่ยนแปลงในช่วงสี่ทศวรรษของพื้นที่เขตเทือกเขาบรรทัด ทำให้สามารถแบ่งได้เป็นยุค ๆ ดังนี้ ยุคปราบคอมมิวนิสต์ ยุคหลังปราบคอมมิวนิสต์ ยุคป่ายางและยุคท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งแต่ละยุคส่งผลกระทบต่อวิถีของคนกลุ่มนี้อย่างมาก ทำให้คนกลุ่มนี้มีการปรับตัวการใช้ชีวิตและ การทำมาหากิน ขณะเดียวกันการดำเนินการจัดการของภาครัฐที่เข้าไปดูแลคนเหล่านี้ เป็นในรูปแบบสังคมสงเคราะห์ การช่วยเหลือ การบริจาคสิ่งของเครื่องใช้มากกว่าจะมีรูปแบบสวัสดิการ ภาครัฐได้พยายามเข้ามาจัดการวัฒนธรรมในลักษณะการแสดง และสนับสนุนเพื่อการท่องเที่ยว โดยไม่ได้คำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่และความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา นั่นคือ “ป่า” ที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตพวกเขา เพราะป่าได้ถูกทำลายและเสื่อมโทรม ทำให้ระบบนิเวศเสีย แหล่งอาหารที่สำคัญก็สูญหายไป และหายากมากขึ้น ทำให้พวกเขาเหล่านี้ต้องมาพึ่งพิงกับภายนอกมากขึ้น นอกจากนี้การเข้ามาจัดการของรัฐอีกรูปแบบหนึ่งคือ การให้บัตรประชาชน และ “ความเป็นสัญชาติ” ทำให้เห็นถึงการไม่มีมโนทัศน์เรื่องของชนพื้นเมืองและขาดนโยบายชนพื้นเมืองที่ชัดเจนของรัฐไทย แต่คนเหล่านี้สามารถดำรงตนอยู่ได้เนื่องจากความสัมพันธ์ของ “ความเป็นเพื่อน” ความไว้เนื้อเชื่อใจ และการดูแลซึ่งกันและกัน กับ“คนกลาง”ที่คุ้นเคยกับพวกกลุ่มมานิ ส่วนใหญ่เป็นการรู้จักคุ้นเคยกันเป็นการส่วนตัว บางคนสืบทอดกันตั้งแต่รุ่นพ่อ เราจะพบว่าคนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลือทั้งในเรื่องต่างๆทั่วไปในการดำเนินชีวิตประจำวันและการเรียกร้องสิทธิด้านกฎหมายของกลุ่มมานิ กรณีศึกษาในประเทศมาเลเซีย พบว่าการศึกษาชนพื้นเมืองหรือที่เรียกว่า “โอรังอัสลี” กลุ่มนิกริโต (ยะไฮ) กระจายอยู่ในพื้นที่ 5 รัฐ คือ รัฐกลันตัน รัฐเปรัค รัฐปาหัง รัฐเคดาห์และรัฐตรังกานู ซึ่งถือว่าคนกลุ่มนี้ได้รับการยอมรับเป็น “พลเมืองมาเลเซีย” หรือที่เรียกว่า “ภูมิบุตรา” แต่ก็ยังคงถูกจัดว่าเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศ การศึกษาโอรังอัสลีในประเทศมาเลเซียมีจำนวนมาก และได้รับความสนใจมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมอังกฤษ เป็นระยะเวลายาวนาน สามารถแบ่งช่วงของผลกระทบที่เกิดกับกลุ่มโอรังอัสลีเหล่านี้ ได้เป็น 4 ช่วง ดังนี้ ช่วงอาณานิคม ช่วงประกาศสภาวะฉุกเฉิน ปราบปรามขบวนการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ช่วงการกำหนดนโยบายผสมกลมกลืน และช่วงการกำหนดสถานะทางกฎหมายของโอรังอัสลี ทำให้มีนโยบายและการเข้าไปจัดการคนเหล่านี้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการมีหน่วยงานราชการที่เรียกว่า “กรมพัฒนาชนพื้นเมือง” ที่เข้าไปจัดการและดำเนินการโครงการและสวัสดิการต่าง ๆ เช่น การส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาล การศึกษา โรงเรียน การฝึกอาชีพ การสร้างนิคมและบ้านที่เป็นมาตรฐานให้อยู่ในที่ดินที่จัดสรรให้ ที่สำคัญความพยายามให้เปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม เป็นต้น ทั้งนี้สืบเนื่องจากการรุกล้ำของรัฐในการเข้าไปจัดการพื้นที่ เพื่อปราบปรามคอมมิวนิสต์ การสัมปทานพื้นที่ป่า และการเกษตร ตัดต้นไม้ เป็นต้น ทำให้รัฐต้องจำกัดพื้นที่ของคนกลุ่มนี้ จึงส่งผลต่ออาชีพ เศรษฐกิจ อัตลักษณ์ของเขาเปลี่ยนแปลง สภาพวิถีชีวิตของกลุ่มโอรังอัสลีในมาเลเซียมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะการตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง การประกอบอาชีพ การศึกษา เป็นต้น ทั้งนี้โดยการเข้ามาจัดการและนโยบายของรัฐบาลมาเลเซียที่ดำเนินการ ถูกตั้งคำถามหรือข้อสงสัยเช่นกันว่า มีความเข้าใจปัญหาของกลุ่มคนเหล่านี้ และมีความกระตือรือร้นที่จะแก้ปัญหาให้กับพวกเขาอย่างจริงใจหรือไม่ ดังนั้นประเด็นสำคัญของชนพื้นเมืองทั้งสองประเทศ คือ นโยบายด้านการรับรองสิทธิและการรับทางวัฒนธรรมชนพื้นเมืองของทั้งสองประเทศ มีมิติของการให้ความสำคัญกับสิทธิทางวัฒนธรรมชนพื้นเมืองและมุ่งหวังถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถดำรงอยู่ได้ในสังคม เพื่อความสอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาเหล่านั้น การใช้เรื่องของ “ชนพื้นเมือง”หรือ “สิทธิชนเผ่า” ที่มักจะทำให้เรื่องของ “สิทธิ”เป็นสิ่งตายตัวได้ละเลยต่อโครงสร้างและความสัมพันธ์ทางสังคมของชนพื้นเมืองที่ต่าง ๆ มีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตต่างกัน รวมทั้งเงื่อนไขการดำรงอยู่ของพวกเขาภายใต้โครงสร้างของเศรษฐกิจการเมืองของแต่ละรัฐชาติ