สภาวะทรัพยากรสัตว์น้ำบริเวณไหล่ทวีปในทะเลอันดามัน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การสำรวจทรัพยากรสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือเบ็ดราวปลาทูน่าบริเวณไหล่ทวีปในทะเลอันดามัน จำนวน 4 เที่ยวเรือ ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2549 ถึง เดือนเมษายน พ.ศ. 2551 สำรวจพบสัตว์น้ำทั้งหมด 15 วงศ์ 19 สกุล 25 ชนิด และไม่สามารถแยกวงศ์และชนิดได้อีก 1 ชนิด จำนวน 369 ตัว แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มปลาทูน่า กลุ่มปลากะโทงแทง กลุ่มปลาฉลามและปลากระเบน และกลุ่มปลาอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 3.25 14.09 62.33 และ 20.33 โดยจำนวนตัวตามลำดับ ปริมาณการจับรวมทั้งหมดเท่ากับ 7,985 กิโลกรัม อัตราการติดเบ็ดของกลุ่มปลาทูน่า กลุ่มปลา กะโทงแทง กลุ่มปลาฉลามและปลากระเบน และกลุ่มปลาอื่นๆ เท่ากับ 0.58 2.52 11.17 และ 3.64 ตัว/เบ็ด 1,000 ตัว ตามลำดับ โดยกลุ่มปลาฉลามและปลากระเบนพบมากที่สุด อัตราการติดเบ็ดของสัตว์น้ำส่วนใหญ่ พบสูงในช่วงเปลี่ยนจากฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือไปเป็นฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (เดือนเมษายน) บริเวณแนวน้ำลึกมากกว่า 1,000 เมตร โดยกลุ่มปลากะโทงแทง พบมากจากการทำประมงเวลากลางคืน ส่วนกลุ่มปลาฉลาม และปลากระเบนพบมากจากการทำประมงเวลากลางวัน ปลาทูน่าครีบเหลืองที่พบมีความยาวส้อมหางอยู่ในช่วง 95.00-145.00 เซนติเมตร ความยาวเฉลี่ย 119.67 ? 13.12 เซนติเมตร สมการความสัมพันธ์ระหว่างความยาวกับน้ำหนัก W = 0.00001201FL3.0644 ปลากะโทงแทงดาบมีขนาดความยาวตลอดตัวอยู่ในช่วง 140.00-270.00 เซนติเมตร ความยาวเฉลี่ยเท่ากับ 183.91+34.50 เซนติเมตร สมการความสัมพันธ์ระหว่างความยาวกับน้ำหนัก W = 0.00000025L3.4447 และปลาฉลามหางยาวขนาดความยาวตลอดตัวอยู่ในช่วง 130.00-310.00 เซนติเมตร ความยาวเฉลี่ยเท่ากับ 253.32+31.08 เซนติเมตร สมการความสัมพันธ์ระหว่างความยาวกับน้ำหนัก W = 0.00007244L2.3919 การสำรวจทรัพยากรสัตว์น้าด้วยเครื่องมือเบ็ดราวหน้าดินแนวตั้งบริเวณไหล่ทวีปในทะเลอันดามันได้ดาเนินการสำรวจรวมจานวน 4 เที่ยวเรือ ระหว่าง พ.ศ. 2549 - 2551 จานวน 23 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ระหว่างละติจูด 06? 36.00 - 09? 26.00 เหนือ และลองจิจูด 097? 20.00 - 098? 10.00 ตะวันออก ที่ระดับความลึกน้าระหว่าง 75-190 เมตร พบสัตว์น้าที่จับได้รวม 41 วงศ์ 91 ชนิด สามารถจับสัตว์น้าได้ทั้งหมด 3,391 ตัว น้าหนักรวม 3,048.16 กิโลกรัม แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปลาฉลามและปลากระเบน ปลากะรัง ปลากะพง ปลาหมูสี และสัตว์น้าอื่นๆ คิดเป็นร้อยละโดยจานวนตัวเท่ากับ 52.88 6.52 9.02 6.75 และ 24.83 ร้อยละโดยน้าหนักเท่ากับ 56.84 11.42 15.38 4.65 และ 11.71 ตามลาดับ มีอัตราการติดเบ็ดโดยจานวนตัวเป็น 5.23 0.66 0.89 0.67 และ 2.44 ตัว/เบ็ด 100 ตัว อัตราการจับโดยน้าหนักเป็น 5.05 1.01 1.37 0.41 และ 1.04 กิโลกรัม/เบ็ด 100 ตัวตามลาดับ อัตราการติดเบ็ดเฉลี่ยโดยจานวนตัวเท่ากับ 9.88 ตัว/เบ็ด 100 ตัว โดยมีอัตราการติดเบ็ดสูงสุดเท่ากับ 21.73 ตัว/เบ็ด 100 ตัวที่สถานี ST09 ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะแก้วน้อยทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 40 ไมล์ทะเล กลุ่มปลาฉลามและปลากระเบนมีความชุกชุมและการแพร่กระจายในสถานี ST09 ST03 และ ST01 มีอัตราการติดเบ็ดเท่ากับ 19.59 11.81 และ 9.35 ตัว/เบ็ด 100 ตัว ตามลาดับ กลุ่มปลากะรัง มีความชุกชุมและการแพร่กระจายในสถานี ST23 ST04 ST03 มีอัตราการติดเบ็ดเท่ากับ 1.90 1.71 และ 1.65 ตัว/เบ็ด 100 ตัว ตามลาดับ กลุ่มปลากะพงพบว่ามีความชุกชุมและการแพร่กระจายในสถานี ST08 ST22 และ ST02 มีอัตราการติดเบ็ดเท่ากับ 2.92 2.92 และ 2.14 ตัว/เบ็ด 100 ตัว ตามลาดับ ส่วนกลุ่มปลาหมูสี พบว่ามีความชุกชุมและการแพร่กระจายในสถานี ST08 ST19 และ ST18 มีอัตราการติดเบ็ดเท่ากับ 2.71 2.70 และ 2.68 ตัว/เบ็ด 100 ตัว ตามลาดับ และกลุ่มสัตว์น้าอื่นๆ พบว่ามีความชุกชุมและการแพร่กระจายในสถานี ST23 ST19 และ ST03 มีอัตราการติดเบ็ดเท่ากับ 8.25 7.54 และ 6.32 ตัว/เบ็ด 100 ตัว ตามลาดับ ปลาเศรษฐกิจที่จับได้มากที่สุดคือ ปลากะพงเหลือง ปลากะพงทับทิมและปลากะรัง การสำรวจทรัพยากรสัตว์น้าหน้าดินโดยเครื่องมือลอบน้าลึก (Deep Sea Trap) บริเวณไหล่ทวีป ทะเลอันดามัน ระหว่างเดือนมกราคม 2549 ถึง มีนาคม 2551 รวมระยะเวลาประมาณ 2 ปี ทำการวางลอบจำนวน 34 ครั้ง ใน 20 สถานี ที่ระดับความลึกน้าระหว่าง 75-183 เมตร สามารถจับสัตว์น้าได้ปริมาณ 1,234.67 กก. ปริมาณเฉลี่ย 6.602 กก./ลอบ ครั้งที่ 12 สถานี St.10 จับสัตว์น้าได้ปริมาณมากที่สุด จำนวน 145.35 กก. ปริมาณที่จับได้เฉลี่ยจำนวน 18.169 กก./ลอบ ครั้งที่ 27 สถานี St.19 จับสัตว์น้าได้ปริมาณน้อยที่สุด จำนวน 0.12 กก. ปริมาณที่จับได้เฉลี่ยจำนวน 0.03 กก./ลอบ สัตว์น้าที่จับได้อย่างน้อยจำนวน 75 ชนิด ประกอบด้วย สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำนวน 28 ชนิด ปลากระดูกอ่อนจำนวน 9 ชนิด และปลากระดูกแข็งจำนวน 38 ชนิด สามารถแบ่งสัตว์น้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้เป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปลากะพง กลุ่มปลาเก๋า กลุ่มปลา ฉลาม กลุ่มกุ้งมังกร กลุ่มกั้งกระดาน กลุ่มหอยงวงช้าง และกลุ่มสัตว์น้าอื่นๆ ชนิดสัตว์น้าที่มีความสำคัญทาง เศรษฐกิจ ได้แก่ ปลากะพงเหลือง (Lipocheilus carnolabrum) เก๋า (Epinephelus magniscuttis) เก๋าแถบเฉียง (Epinephelus radiatus) กั้งกระดาน (Scyllarider haanii) กุ้งมังกร (Linuparus trigenus) กุ้งมังกร (Ibacus novemdentatus) และหอยงวงช้าง (Nautilus pompilius) พื ้นที่ที่มีความหลากหลายของสัตว์น้ามากที่สุดอยู่ที่บริเวณการวางลอบครั้งที่ 2 โดยในการวาง ลอบครั้งที่ 10 มีความหลากหลายของสัตว์น้าน้อยที่สุด ปัจจัยที่มีผลต่อชนิดและปริมาณการจับสัตว์น้าด้วย ลอบน้าลึก ได้แก่ ลักษณะความขรุขระและความชันของพื้นท้องทะเล และความลึกของน้า ทำให้ได้สัตว์น้าที่มี ความสำคัญทางเศรษฐกิจลักษณะเฉพาะชนิด สำหรับแหล่งทำการประมงบริเวณไหล่ทวีปทะเลอันดามันที่ ระดับความลึกดังกล่าวยังเป็นแหล่งทำการประมงทะเลลอบน้าลึกได้ดี และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ ความเค็ม และ ความเป็นกรด-ด่างของน้ำทะเลในระดับผิวน้ำ และตามระดับความลึก บริเวณไหล่ทวีปในทะเลอันดามัน ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2549-เมษายน พ.ศ. 2551 เก็บข้อมูลโดยเรือสำรวจประมงจุฬาภรณ์ และเรือสำรวจประมง M.V.SEAFDEC 2 รวม 79 ครั้ง ผลการสำรวจพบอุณหภูมิในระดับผิวน้ำในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2550 มีค่าต่ำกว่าปกติ คือ 27.06-28.54 องศาเซลเซียส ในขณะที่เดือนเดียวกันของปี 2549 มีค่า 28.19-29.23 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปในช่วงของเดือนธันวาคม-เมษายน ความเค็มมีค่าอยู่ระหว่าง 31-33 psu และปริมาณออกซิเจน ที่ละลายในน้ำ มีค่าอยู่ระหว่าง 3.4-6.5 มิลลิลิตร/ลิตร ส่วนความเป็นกรด-ด่างมีค่าอยู่ระหว่าง 8.5-8.8 และพบจุดเริ่มต้นของชั้นเทอร์โมไคลน์ตื้นสุด 15 เมตร และลึกสุด 92 เมตร ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ชั้นเทอร์โมไคลน์มักอยู่ลึกและมีความกว้างมากกว่าในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน จุดเริ่มต้นของชั้นออกซิไคลน์ ในบริเวณที่ทำการสำรวจส่วนมากพบอยู่ที่ระดับความลึก 25-60 เมตร ช่วงเดือนธันวาคม 2549-กุมภาพันธ์ 2550 พบชั้นออกซีไคลน์มีความบางมากที่สุด คือ 25-70 เมตร ส่วนปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำในชั้น ของออกซิไคลน์พบค่าต่ำสุดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2551 โดยมีปริมาณเพียง 0.77-3.96 มิลลิลิตร/ ลิตร ค่าความเค็มในทะเลอันดามันโดยทั่วไปพบว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่ระดับความลึก 20-60 เมตร โดยมี ค่าระหว่าง 32-33 psu ส่วนความเป็นกรด-ด่างของน้ำทะเลมีความแตกต่างกันน้อยมากพบอยู่ในช่วง 8.4-8.7 ชั้นมวลน้ำผสมจากผิวน้ำเดือนธันวาคม 2549- เมษายน 2550 มีความบางมากที่สุดของการ สำรวจในครั้งนี้ และพบลักษณะของน้ำผุด (upwelling) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ ความเค็ม และ ความเป็นกรด-ด่างที่ผิวน้ำทะเลและตามระดับความลึกด้วยเครื่องวัดคุณภาพน้ำ (CTD) ในแหล่งประมงบริเวณไหล่ ทวีปทะเลอันดามัน ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2549-เมษายน พ.ศ. 2551 โดยเรือสำรวจประมงจุฬาภรณ์ และเรือสำรวจประมง M.V.SEAFDEC 2 รวม 79 ครั้ง ผลการศึกษาพบว่าอุณหภูมิที่ผิวน้ำทะเลอยู(ในช่วง 27.06-30.91 องศาเซลเซียส โดยต-นปJ พ.ศ. 2550 อุณหภูมิต่ำโดยเฉพาะเดือนมกราคม มีค่าอยู่ในช่วง 27.06-27.90 องศาเซลเซียส ปริมาณออกซิเจนที่ ละลายในน้ำที่ผิวน้ำทะเลพบอยู่ระหว่าง 3.4-6.0 มิลลิลิตร/ลิตร ความเค็มที่ผิวน้ำทะเลมีค่าอยู่ระหว่าง 31-33 psu โดยพบค่าความเค็มต่ำในเดือนธันวาคม (31-32 psu) ส่วนความเป็นกรด-ด่างที่ผิวน้ำทะเลมีความแตกต่างกันมากมีค่าอยู่ระหว่าง 8.5-8.8 ช่วงเทอร์โมไคลน>ค่อนข้างลึกในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 โดยมีจุดเริ่มต-นที่ 50-62-เมตร อุณหภูมิ 27.84-28.21-องศาเซลเซียส และค่อนข้างตื้นในเดือน ธันวาคม-เมษายน พ.ศ. 2550 โดยมีความลึกเริ่มต้น 22-57 เมตร อุณหภูมิ 24.22-29.71 องศาเซลเซียส และเดือนมีนาคม-เมษายน 2551 เทอร>โมไคลน>มีจุดเริ่มต้น 32-74 เมตร อุณหภูมิ 24.58-28.06 องศาเซลเซียส ช่วงออกซิไคลน>อยู่ระหว่างช่วงความลึก 25-185 เมตร และระดับอุณหภูมิ 24.22-29.71 องศาเซลเซียส ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำในชั้นออกซิไคลน>อยู่ระหว่าง 0.77-5.96 มิลลิลิตร/ลิตร ส(วนชั้นฮาโลไคลน> มีจุดเริ่มต้นที่ความลึกระหว่าง 20-60 เมตร โดยมีความเค็ม 31-33 psu ความเป็นกรด-ด่าง มีความเปลี่ยนแปลง ตามระดับความลึกใน พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2550 แตกต่างกันเล็กน้อย มวลน้ำผสมบริเวณใกล้ฝั่งช่วงเดือน กุมภาพันธ์ถึงมีนาคม พ.ศ. 2550 บางกว่าใน พ.ศ. 2551 ที่พบในช่วงเดือนเดียวกัน ปริมาณออกซิเจนละลายลงไปในชั้นน้ำได้ดีในช่วงปลายมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ส(วนบริเวณไกลฝั่งมวลน้ำผสมค่อนข้างบางในช่วงเดือนธันวาคม 2549 ถึงมกราคม 2550 ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในชั้นน้ำน้อยลงในเดือนเมษายน 2550 และ ความเป็นกรด-ด่าง แยกชั้นตามระดับความลึกชัดเจน