การพัฒนาแผ่นฟิล์มจากน้ำยางธรรมชาติที่มีคุณสมบัติยับยั้งแบคทีเรียด้วยสารตัวเติมไดโตชานที่ผ่านการฉายรังสีแกมมา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้ศึกษาและพัฒนาถุงมือยางธรรมชาติที่ใช้กระบวนการวัลคาไนซ์ด้วยการฉายรังสีแกมมาที่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อแบดทีเรียชนิดเอสเอสเคอริเคียโคไล (Escherichia coli; E: col) และชนิดสแดฟิโลค็อกคัสออเรียส (Staphylococcus aureus; S; aureus) ด้วยการเติมสารตัวเติมไคโตซานที่ผ่านการปรับปรงน้ำหนักโมเลกุลด้วยการฉายรังสีแกมมาที่ปริมาณรังสีสะสม 10 20 30 40 50 60 และ 70 กิโลเกรย์ (KGy) โดยปรับเปลี่ยนปริมาณสารตัวเติมไคโตซานที่ 0 1 2 3 และ 4 ส่วนในน้ำหนักยางร้อยส่วน(phr) ใช้กระบวนการขึ้นรูปถุงมือยางธรรมชาติแบบจุ่ม (dipping process) และทดสอบสมบัติการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียด้วยเทคนิค Agar well difusion และสมบัติเชิงกลด้วยเครื่อง Universal Testing Machine ผลการศึกษาพบว่าน้ำหนักโมเลกุลของไคโตซานมีแนวโน้มลดลงเมื่อฉายรังสีแกมมาเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มเริ่มคงที่ในช่วง 30-70 กิโลเกรย์ ในขณะที่ความสามารถในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียของชิ้นงานที่เดิมไคโดซานที่ผ่านการฉายรังสี มีคำเพิ่มขึ้นมากกว่าชิ้นงานที่เดิมไดโดซานที่ไม่ผ่านการฉายรังสีคณะผู้วิจัยจึงเลือกไคโดซานที่ผ่านการปรับปรงน้ำหนักโมเลกุลกุลที่ 30 และ 40 กิโลเกรย์ ในการขึ้นรูปถุงมือยางธรรมชาติ ซึ่งพบว่าถุงมือยางธรรมชาติที่มีการเดิมไคโตซานสามารถยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อแบดทีเรียได้โดยเฉพาะในบริเวณ?ชิ้นงานได้สัมผัสกับเชื้อแบดทีเรียโดยตรง นอกจากนี้ผลการทดสอบสมบัติเชิงกลของวัสดุ ยังแสดงให้เห็นว่า ค่ามอดุลัสแรงดึง ความต้านทานแรงดึง และค่าร้อยละการยึดตัว ณ จุดขาด มีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับชิ้นงานที่ไม่เติมไคโดซาน ดังนั้นผลการวิจัยโดยรวมจึงแสดงให้เห็นว่าถุงมือยางธรรมชาติที่เดิมไคโตซานที่ผ่านการปรับปรุงด้วยรังสีแกมมามีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและมีสมบัติเชิงกลโดยรวมของวัสดุที่ที่ดี